Home > บทที่ 2

บทที่ 2

Page 1
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การด าเนินงานเพื่อสร้างและรายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา งานประดิษฐ์ ง30223 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ครั้งนี้ ผู้รายงานได้ศึกษาค้นคว้า แนวคิด ทฤษฏี และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ การด าเนินการสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ที่เกี่ยวข้อง และน าเสนอตามล าดับ ดังนี้ 1. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี พุทธศักราช 2544 1.1 ความส าคัญ ธรรมชาติและลักษณะเฉพาะ 1.2 วิสัยทัศน์การเรียนรู้ 1.3 คุณภาพของผู้เรียน 1.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1.5 กระบวนการเรียนรู้ 1.6 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1.7 แหล่งเรียนรู้ 2. ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ 2.1 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบผสมผสาน 2.2 วิธีสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ 2.3 การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเอกสารประกอบการเรียน 3.1 ความหมายของเอกสารประกอบการเรียน 3.2 ส่วนประกอบของเอกสารประกอบการเรียน 3.3 ข้อควรพิจารณาในการผลิตเอกสารประกอบการเรียน 3.4 ขั้นตอนการผลิตเอกสารประกอบการเรียน 3.5 ประโยชน์ของเอกสารประกอบการเรียน 3.6 การหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.2 ความส าคัญของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.3 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

Page 2
9 4.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.5 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 5.1 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ 5.2 ความหมายของความพึงพอใจ 5.3 การวัดความพึงพอใจ 5.4 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี พุทธศักราช 2544
1. ความส าคัญ ธรรมชาติ และลักษณะเฉพาะ กรมวิชาการ (2545 : 3) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นสาระ การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับงาน อาชีพและเทคโนโลยี มีทักษะ การท างาน ทักษะการจัดการ สามารถน าเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ในการท างาน อย่างถูกต้อง เหมาะสมคุ้มค่าและมีคุณธรรม สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่ ๆ สามารถ ท างานเป็นหมู่คณะ มีนิสัยรักการท างาน เห็นคุณค่า และมีเจตคติที่ดีต่องาน ตลอดจนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่เป็นพื้นฐาน ได้แก่ ความขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน อันจะน าไปสู่ การให้ผู้เรียนสามารถช่วยเหลือตนเอง และพึ่งตนเองได้ตามพระราชด าริเศรษฐกิจพอเพียงสามารถด ารงชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขร่วมมือและแข่งขันในระดับสากลในบริบทของสังคมไทย สรุปได้ว่า ความมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับงานอาชีพและเทคโนโลยี มีทักษะ การท างาน ทักษะการจัดการ สามารถน าเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีต่าง ๆ ความส าคัญ ธรรมชาติ และลักษณะเฉพาะกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี 2. วิสัยทัศน์ กรมวิชาการ (2545 : 3) วิสัยทัศน์ของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นสาระที่เน้นกระบวนการท างานและการจัดการอย่างเป็นระบบ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะการออกแบบงานและท างานอย่างมีกลยุทธ์ โดยใช้กระบวนการเทคโนโลยี และเทคโนโลยี สารสนเทศ ตลอดจนน าเทคโนโลยีมาใช้และประยุกต์ใช้ในการท างาน รวมทั้งการสร้าง พัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือวิธีการใหม่ เน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีจึงก าหนดวิสัยทัศน์ การเรียนรู้ที่ยึดงานและการแก้ปัญหาเป็นส าคัญ บนพื้นฐานของการใช้หลักการและทฤษฎีเป็นหลัก

Page 3
10 ในการท างานและการแก้ปัญหา งานที่น ามาฝึกฝนเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของกลุ่มนั้น เป็นงานเพื่อการ ด ารงชีวิตในครอบครัวและสังคมและงานเพื่อการประกอบอาชีพ ซึ่งงานทั้ง 2 ประเภท เมื่อผู้เรียนได้รับ การฝึกฝนตามกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีผู้เรียนจะได้รับ การปลูกฝังและพัฒนาให้มีคุณภาพและศีลธรรม การเรียนรู้ จากการท างาน และการแก้ปัญหา ของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จึงเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการบูรณาการ ความรู้ ทักษะ และความดีที่หลอมรวมกันจนก่อเกิดเป็นคุณลักษณะของผู้เรียน ตามมาตรฐานการเรียนรู้ ที่ก าหนด สรุปได้ว่า วิสัยทัศน์ของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นสาระ ที่เน้นกระบวนการท างานและการจัดการอย่างเป็นระบบ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะ การออกแบบงาน เพื่อการด ารงชีวิตในครอบครัวและสังคม 3. คุณภาพของผู้เรียน กรมวิชาการ (2545 : 4) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มุ่งพัฒนาผู้เรียน แบบองค์รวมเพื่อให้เป็นคนดี มีความรู้ ความสามารถ โดยมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนี้ 1. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการด ารงชีวิตและครอบครัว การอาชีพ การออกแบบและ เทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีเพื่อการท างานและอาชีพ 2. มีทักษะในการท างาน การประกอบอาชีพ การจัดการ การแสวงหาความรู้ เลือกใช้ เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศในการท างานสามารถท างานอย่างมีกลยุทธ์ สร้างและพัฒนา ผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่ 3. มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน รักการท างาน ประหยัด อดออม ตรงต่อเวลา เอื้อเฟื้อ เสียสละ และมีวินัยในการท างาน เห็นคุณค่าความสาคัญของงานและอาชีพสุจริต ตระหนัก ถึงความส าคัญของสารสนเทศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน สรุปได้ว่า ผู้เรียนมีคุณภาพมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการด ารงชีวิตและครอบครัว การ อาชีพ การออกแบบและเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีเพื่อการท างานและอาชีพ และมีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน รักการท างาน ประหยัด อดออม ตรงต่อเวลา เอื้อเฟื้อ เสียสละ และมีวินัยในการท างาน เห็นคุณค่าความสาคัญของงานและอาชีพสุจริต เมื่อจบชั้นช่วงชั้น ที่ 3 มัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3 กรมวิชาการ (2545 : 5) ทักษะการท างานอาชีพสุจริต มีทักษะการจัดการ ท างานอย่าง เป็นระบบและมีกลยุทธ์ ท างานร่วมกับผู้อื่นได้ เห็นคุณค่าของงานอาชีพสุจริต เห็นแนวทาง ในการประกอบอาชีพ เลือกใช้เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศได้เหมาะสมกับงานและอย่าง ถูกต้อง มีคุณธรรม สามารถคิด ออกแบบ สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่ในการท างาน

Page 4
11 ด้วยความรับผิดชอบ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดออม มุ่งมั่น อดทน ใช้พลังงานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างคุ้มค่าและถูกวิธี สรุปได้ว่า เมื่อจบแต่ละช่วงชั้น ผู้เรียนต้องมีความสามารถทักษะการท างานอาชีพสุจริต มีทักษะการจัดการ ท างานอย่างเป็นระบบและมีกลยุทธ์ ท างานร่วมกับผู้อื่นได้ เห็นคุณค่าของงาน อาชีพสุจริต เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ เลือกใช้เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศได้ เหมาะสม 1. สาระของกลุ่มสาระและมาตรฐานการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กรมวิชาการ (2545 :24 - 25) สาระของกลุ่มสาระและมาตรฐานการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ประกอบด้วย สาระที่ 1 การด ารงชีวิตและครอบครัว เป็นสาระที่เกี่ยวกับการท างานในชีวิตประจ าวัน ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม ที่ว่าด้วยงานบ้าน งานเกษตร งานช่าง งานประดิษฐ์และ งานธุรกิจ งานบ้าน เป็นงานที่เกี่ยวกับการท างานที่จ าเป็นต่อการด ารงชีวิตในครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย บ้านและชีวิตความเป็นอยู่ในบ้าน ผ้าและเครื่องแต่งกาย อาหารและโภชนาการ โดยเน้นการปลูกฝัง ลักษณะนิสัยการท างาน ทักษะกระบวนการท างาน การแก้ไขปัญหาในการท างาน มีความรับผิดชอบ สะอาด มีระเบียบ ประหยัด อดออม อนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม งานเกษตร เป็นงานที่เกี่ยวกับการท างานในชีวิตประจ าวัน ซึ่งประกอบด้วยการปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ตามกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิต มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเพิ่มผลผลิต ปลูกฝังความรับผิดชอบ ขยัน อดทน การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม งานช่าง เป็นงานที่เกี่ยวกับการท างานตามกระบวนการของงานช่าง ซึ่งประกอบด้วยการ บ ารุงรักษา การติดตั้ง ประกอบ การซ่อมและการผลิต เพื่อใช้ในชีวิตประจ าวัน งานประดิษฐ์ เป็นงานที่เกี่ยวกับการท างานด้านการประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ที่เน้น ความคิดสร้างสรรค์ โดยเน้นความประณีตสวยงามตามกระบวนการงานประดิษฐ์และเทคโนโลยี และเน้นการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยตามภูมิปัญญาท้องถิ่น และสากล งานธุรกิจ เป็นงานที่เกี่ยวกับการจัดการด้านเศรษฐกิจของครอบครัว การเป็นผู้บริโภค ที่ฉลาด สาระที่ 2 การอาชีพ เป็นสาระที่เกี่ยวข้องกับหลักการ คุณค่าประโยชน์ของการประกอบ อาชีพสุจริต ตลอดจนการเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ

Page 5
12 สาระที่ 3 การออกแบบและเทคโนโลยี เป็นสาระที่เกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถ ของมนุษย์ในการแก้ไขปัญหา และสนองความต้องการของมนุษย์อย่างสร้างสรรค์ โดยน าความรู้ มาใช้กับกระบวนการเทคโนโลยี สร้างและใช้สิ่งของ เครื่องใช้วิธีการและเพิ่มประสิทธิภาพในการด ารงชีวิต สาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นสาระที่เกี่ยวกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ การติดต่อสื่อสาร การค้นหาความรู้ การสืบค้นการใช้ข้อมูลและสารสนเทศ การแก้ไขปัญหาหรือ สร้างงาน คุณค่าและผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ สาระที่ 5 เทคโนโลยีเพื่อการท างานและอาชีพ เป็นสาระที่เกี่ยวกับการน าเทคโนโลยี และเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการท างานที่เกี่ยวกับการด ารงชีวิตและครอบครัว และการอาชีพ มาตรฐานการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ประกอบด้วย 5 สาระ แต่ละสาระ มีมาตรฐานการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ดังนี้ สาระที่ 1 การดารงชีวิตและครอบครัว มาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะ มีคุณธรรม มีจิตส านึกในการใช้ พลังงานทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมในการท างาน เพื่อการด ารงชีวิต และครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับงานบ้าน งานเกษตร งานช่าง งานประดิษฐ์ และงานธุรกิจ มาตรฐาน ง 1.2 มีทักษะ กระบวนการท างาน และการจัดการ การท างานเป็นกลุ่ม การแสวงหาความรู้ สามารถแก้ไขปัญหาในการท างาน รักการท างาน และมีเจตคติที่ดีต่องาน สาระที่ 2 การอาชีพ มาตรฐาน ง 2.1 เข้าใจ มีทักษะ มีประสบการณ์ในงานอาชีพสุจริต มีคุณธรรม มีเจตคติ ต่องานอาชีพ และเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพสุจริต สาระที่ 3 การออกแบบและเทคโนโลยี มาตรฐาน ง 3.1 เข้าใจธรรมชาติและกระบวนการเทคโนโลยี ใช้ความรู้ ภูมิปัญญา จินตนาการ และความคิดอย่างมีระบบในการออกแบบ สร้างสิ่งของ เครื่องใช้ วิธีการเชิงกลยุทธ์ ตามกระบวนการเทคโนโลยี สามารถตัดสินใจ เลือกใช้เทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ต่อชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม โลกของ งานและอาชีพ

Page 6
13 สาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ มาตรฐาน ง 4.1 เข้าใจ เห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบค้น ข้อมูลการเรียนรู้ การสื่อสาร การแก้ไขปัญหา การท างานและอาชีพ อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีคุณธรรม สาระที่ 5 เทคโนโลยีเพื่อการท างานและอาชีพ มาตรฐาน ง 5.1 ใช้เทคโนโลยีในการท างาน การผลิต การออกแบบ การแก้ปัญหา การสร้างงาน การสร้างอาชีพสุจริตอย่างมีความเข้าใจ มีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ และความคิด สร้างสรรค์ สรุปได้ว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี มาตรฐานการเรียนรู้และ มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นมี 5 สาระ คือ สาระที่ 1 การด ารงชีวิตและครอบครัว สาระที่ 2 การอาชีพ สาระที่ 3 การออกแบบและเทคโนโลยี สาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ สาระที่ 5 เทคโนโลยีเพื่อการท างานและอาชีพ 5. กระบวนการเรียนรู้ กรมวิชาการ (2545 :127 - 130) การจัดกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีดังนี้ 1. กลวิธีการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลวิธีการจัดการเรียนรู้เป็นหัวใจส าคัญของการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตามมาตรฐาน การเรียนรู้ ส าหรับกลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี แนวความคิดหลัก (Main Concept) ของกลวิธี การจัดการเรียนรู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ 1. จัดการเรียนรู้ให้ครบองค์รวมของการพัฒนาตามศักยภาพผู้เรียน คือ ผู้เรียนต้อง มีทั้งความรู้ ทักษะ กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม 2. การจัดการเรียนรู้ต้องก าหนดเป็นงาน (TASK) โดยแต่ละงานต้องฝึกฝนผู้เรียนตาม โครงสร้างการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีทั้ง 7 หัวข้อ คือ 2.1 ความหมายของงาน 2.2 ความส าคัญและประโยชน์ของงาน 2.3 มีทฤษฎีสนับสนุนหลักการของงาน 2.4 วิธีการและขั้นตอนของการท างาน 2.5 กระบวนกานท างาน การจัดการเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ และแนวทาง ในการประกอบอาชีพ

Page 7
14 2.6 การน าเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการท างาน การสร้างและ การพัฒนาผลิภัณฑ์หรือวิธีการใหม่ๆ 2.7 คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการท างาน และประกอบอาชีพ ผู้สอนสามารถสอนแต่ละงานครบหรือไม่ครบทั้ง 7 หัวข้อก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะงานแต่ ทั้งนี้จะต้องสอนครบทั้งมาตรฐานด้านความรู้ ด้านทักษะ/กระบวนการ และด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม 3. การจัดการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถน าความรู้ ทักษะ กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมจากสาระภายในกลุ่มมาบูรณาการกันได้ หรือน าสาระจากกลุ่มวิชาอื่น มาบูรณาการกับสาระของกลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยีก็ได้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงาน ตามกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ เช่น กระบวนการท างาน กระบวนการคิด กระบวนการตัดสินใจ กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ฯลฯ จนเกิดทักษะ ในการท างาน และได้ชิ้นงาน รวมทั้งสร้าง พัฒนางานและวิธีการใหม่ 4. จัดการเรียนรู้ได้ทั้งภายในชั้นเรียน นอกชั้นเรียน โดยจัดในสถานปฏิบัติงาน แหล่งวิทยาการ สถานประกอบการ สถานประกอบอาชีพอิสระ ฯลฯ ทั้งนี้ให้ขึ้นอยู่กับสภาพ ความพร้อมของสถานศึกษา ผู้เรียน และดุลพินิจของผู้สอน โดยค านึงถึงสภาพการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมเศรษฐกิจและเทคโนโลยี 5. จัดการเรียนรู้โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนก าหนดงานที่มีความหมายกับผู้เรียน ซึ่งจะท าให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์ ความส าคัญ เห็นคุณค่า ย่อมท าให้เกิดความภาคภูมิใจ ในการปฏิบัติงาน 6. จัดการเรียนรู้โดยผู้สอนต้องค านึงถึงความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ทางร่างกาย อุปนิสัย สติปัญญา และประสบการณ์ของผู้เรียน

Page 8
15 2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนประสบผลส าเร็จในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยีจึงเสนอแนะรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 1. การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 2. การเรียนรู้จากการศึกษาค้นคว้า 3. การเรียนรู้จากประสบการณ์ 4. การเรียนรู้จากการท างานกลุ่ม รูปแบบการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว ผู้สอนจะเริ่มต้นจากรูปแบบใดก่อนหลังก็ได้ และอาจจัดการเรียนรู้ ให้ครบทั้ง 4 รูปแบบหรือไม่ครบทั้ง 4 รูปแบบก็ได้ รายละเอียดของแต่ละรูปแบบมี ดังนี้ 1. การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือท างานจริง ๆ มีขั้นตอนอย่างน้อย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นศึกษาและวิเคราะห์ ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติ ผู้สอนให้ค าแนะน า ผู้เรียนฝึกปฏิบัติ ผู้เรียนฝึกฝน ขั้นประเมิน/ปรับปรุง
1 2 4 3 1 3 2

Page 9
16 2. การเรียนรู้จากการศึกษาค้นคว้า เป็นการเรียนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า ในเรื่องที่สนใจจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ จนสามารถสนองแรงจูงใจ ใฝ่รู้ของตนเอง ทั้งนี้ผู้สอนควรให้ ผู้เรียนเรียบเรียงกระบวนการแสวงหาความรู้เสนอต่อครูผู้สอนและหรือกลุ่มผู้เรียน 3. การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นการเรียนรู้ที่ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ครูผู้สอนสร้างกิจกรรมโดยที่กิจกรรมนั้นอาจเชื่อมโยงสถานการณ์ของผู้เรียน หรือเป็นกิจกรรมใหม่ หรือเป็นประสบการณ์ในชีวิตประจ าวันก็ได้ 3.2 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมจากข้อ 3.1 โดยการอภิปรายการศึกษากรณีตัวอย่าง หรือการปฏิบัติกิจกรรมนั้น ๆ ฯลฯ 3.3 ผู้เรียนวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติกิจกรรมว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร 3.4 สรุปผลที่ได้จากข้อ 3.3 เพื่อน าไปสู่หลักการ แนวคิดของสิ่งที่ได้เรียนรู้ 3.5 น าหลักการ แนวคิดจากข้อ 3.4 ไปใช้กับกิจกรรมใหม่ หรือกิจกรรมอื่น ๆ หรือสถานการณ์ใหม่ต่อไป อนึ่ง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่าสมบูรณ์ ผู้สอนควรดาเนินการจัดการเรียน การสอนให้ครบทั้ง 5 ขั้นตอน 4. การเรียนรู้จากการท างานกลุ่ม เป็นการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้มีการเลือกใช้ กระบวนการกลุ่ม กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการสร้างค่านิยม กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด กระบวนการท างานร่วมกับผู้อื่น ฯลฯ ในการจัดการเรียนรู้ให้ประสบผลส าเร็จ สรุปได้ว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี หัวใจส าคัญของการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ ผู้เรียนต้องมีทั้งความรู้ ทักษะ กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม สามารถน าสาระจากกลุ่มวิชาอื่นมาบูรณาการกับสาระ ของกลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยีได้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงาน ตามกระบวนการเรียนรู้ต่าง 6. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ กรมวิชาการ (2545 : 127 - 130) เพื่อที่จะทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท า ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่เพียงใด จ าเป็นต้องมีการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ในอดีตที่ผ่านมา การวัดและการประเมินผลส่วนใหญ่ให้ความส าคัญกับการใช้ข้อสอบซึ่งไม่สนอง เจตนารมณ์การเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนคิด ลงมือปฏิบัติด้วยกระบวนการหลากหลาย เพื่อสร้าง องค์ความรู้ ดังนั้น ผู้สอนต้องตระหนักว่าการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลเป็นกระบวนการ เดียวกันและจะต้องวางแผนไปพร้อม ๆ กัน

Page 10
17 แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้จะบรรลุผลตามเป้าหมายของการเรียนการสอน ที่วางไว้ได้ ควรมีแนวทางดังต่อไปนี้ 1. ต้องวัดและประเมินผลทั้งความรู้ ความคิด ความสามารถ ทักษะและกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม รวมทั้งโอกาสในการเรียนรู้ของผู้เรียน 2. วิธีการวัดและประเมินผลต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ 3. ต้องเก็บข้อมูลที่ได้จากการวัดและประเมินผลตามความเป็นจริง และต้องประเมินผล ภายใต้ข้อมูลที่มีอยู่ 4. ผลการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องน าไปสู่การแปลผล และข้อสรุป ที่สมเหตุสมผล 5. การวัดและการประเมินผลต้องมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรม ทั้งในด้านของวิธีการวัด โอกาสของการประเมิน วัตถุประสงค์ของการวัดและประเมินผล 1. เพื่อวินิจฉัยความรู้ ความสามารถ ทักษะและกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมของผู้เรียน และเพื่อส่งเสริมผู้เรียนให้พัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะ ได้เต็มตามศักยภาพ 2. เพื่อใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับให้แก่ตัวผู้เรียนเองว่าบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้เพียงใด 3. เพื่อใช้ข้อมูลในการสรุปผลการเรียนรู้ และเปรียบเทียบถึงระดับพัฒนาการ ของการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลจึงมีความส าคัญเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการเรียนการสอน วิธีการวัดและประเมินผลที่สามารถสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างแท้จริงของผู้เรียนและครอบคลุม กระบวนการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้านตามที่กล่าวมาแล้วจึงต้องวัดและประเมินผลจากสภาพจริง (Authentic Assessment) การวัดและประเมินผลจากสภาพจริง กิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนมีหลากหลาย เช่น กิจกรรมในชั้นเรียน กิจกรรมการ ปฏิบัติ กิจกรรมส ารวจภาคสนาม กิจกรรมการส ารวจตรวจสอบ กิจกรรมศึกษาค้นคว้า กิจกรรม ศึกษาปัญหาพิเศษหรือโครงงาน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ในการท ากิจกรรมเหล่านี้ต้องค านึงว่า ผู้เรียน แต่ละคนมีศักยภาพแตกต่างกัน ผู้เรียนแต่ละคนจึงอาจท าชิ้นงานเดียวกันได้เสร็จในเวลาที่แตกต่างกัน และผลงานที่ได้ก็อาจแตกต่างกันด้วย เมื่อผู้เรียนท ากิจกรรมเหล่านี้แล้วก็จะต้องเก็บรวบรวมผลงาน เช่น รายงาน ชิ้นงาน บันทึก รวมถึงทักษะปฏิบัติต่าง ๆ เจตคติ ความรัก ความซาบซึ้ง กิจกรรมที่ ผู้เรียนได้ท าและผลงานเหล่านี้ต้องใช้วิธีประเมินที่มีความเหมาะสมและแตกต่างกัน เพื่อช่วยให้

Page 11
18 สามารถประเมินความรู้ ความสามารถ และความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของผู้เรียนได้ การวัดและ ประเมินผลจากสภาพจริงจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีการประเมินหลาย ๆ ด้าน หลากหลายวิธี ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง และต้องประเมินอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ข้อมูลที่มาก พอที่จะสะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนได้ ลักษณะส าคัญของการวัดและประเมินผลจากสภาพจริง มีดังนี้ 1. การวัดและประเมินผลจากสภาพจริง มีลักษณะที่ส าคัญ คือ ใช้วิธีการประเมิน กระบวนการคิดที่ซับซ้อน ความสามารถในการปฏิบัติงาน ศักยภาพของผู้เรียนในด้านของผู้ผลิต และกระบวนการที่ได้ผลผลิตมากกว่าที่จะประเมินว่าผู้เรียนสามารถจดจ าความรู้อะไรได้บ้าง 2. เป็นการประเมินความสามารถของผู้เรียน เพื่อวินิจฉัยผู้เรียนในส่วนที่ควรส่งเสริม และส่วนที่จะแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตามความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของแต่ละบุคคล 3. เป็นการประเมินที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมประเมินผลงานของทั้งตนเอง และของเพื่อนร่วมห้อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักตัวเอง เชื่อมั่นในตนเอง สามารถพัฒนาตนเองได้ 4. ข้อมูลที่ได้จากการประเมินจะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนการสอน และการวางแผนการสอนของผู้สอนว่าสามารถตอบสนองความสามารถ ความสนใจ และความต้องการ ของผู้เรียนแต่ละบุคคลได้หรือไม่ 4.1 ประเมินความสามารถของผู้เรียนในการถ่ายโอนการเรียนรู้ไปสู่ชีวิตจริงได้ 4.2 ประเมินด้านต่าง ๆ ด้วยวิธีที่หลากหลายในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง วิธีการและแหล่งข้อมูลที่ใช้ เพื่อให้การวัดและประเมินผล ได้สะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน ผลการประเมินอาจจะได้มาจากแหล่งข้อมูลและวิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. สังเกตการแสดงออกเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม 2. ชิ้นงาน รายงาน ผลงาน และกระบวนการ 3. การสัมภาษณ์ 4. บันทึกของผู้เรียน 5. การประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างผู้เรียนและครู 6. การวัดและประเมินผลภาคปฏิบัติ (Practical Assessment) 7. การวัดและประเมินผลด้านความสามารถ (Performance Assessment) 8. แฟ้มผลงาน (Portfolio) 9. การประเมินตนเอง 10. การประเมินโดยกลุ่มเพื่อน

Page 12
19 11. การประเมินกลุ่ม 12. การประเมินโดยใช้แบบทดสอบทั้งแบบอัตนัย และแบบปรนัย รายละเอียดของวิธีการวัดและประเมินผลที่ส าคัญ 1. การสังเกต (Observe) การสังเกตท าให้สามารถเรียนรู้เรื่องราวของผู้เรียนแต่ละคนได้ แต่การสังเกตที่ไม่ได้มีการเตรียมการในรายละเอียดต่าง ๆ หรือใช้วิธีการที่ไม่ดีก็จะท าให้ขาด ความเชื่อมั่นได้ การใช้วิธีการสังเกตโดยตรง ท าให้ได้ข้อมูลที่ดี และในการสังเกตจะต้องเลือกว่า จะสังเกตตามกรอบที่ก าหนดไว้ หรือไม่ต้องมีกรอบ การสังเกตตามกรอบ จะประกอบด้วยองค์ประกอบ ต่อไปนี้ 1. ต้องก าหนดจุดประสงค์ที่ต้องการวัด 2. เครื่องมือที่ใช้บันทึกข้อมูลการสังเกต อาจใช้ตั้งแต่การบันทึกพฤติกรรม (Anecdotal Notebook) จนกระทั่งมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 3. รายการสังเกตอาจจะแจ้งให้ผู้เรียนทราบหรือไม่ก็ได้ แต่ผู้สังเกตต้องมี การวางแผนเป็นอย่างดี 4. ต้องเจาะผู้เรียนที่คิดไว้แล้วว่าจะสังเกตใคร การสังเกตไม่มีกรอบ ควรจะมีลักษณะ ดังนี้ 1. ไม่ต้องระบุจุดประสงค์ของการสังเกต 2. เพียงแต่ใช้เครื่องมือเพื่อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ในกระดาษเปล่า 3. อาจจะสังเกตผู้เรียนคนใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในขณะสังเกต อาจจะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ได้ 2. การสัมภาษณ์ (Interview) การสัมภาษณ์เป็นวิธีการที่ดีที่สุด ท าให้รู้ว่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในตอนที่ท่านไม่ ได้สังเกตด้วยตัวเองนั้นเหตุการณ์เป็นอย่างไร การสัมภาษณ์สามารถใช้ได้ อย่างกว้างขวาง เช่น อาจสัมภาษณ์ความคิดของผู้เรียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน 3. การวัดและประเมินผลด้านความสามารถ (Performance Assessment) ความสามารถ ของผู้เรียนประเมินได้จากการแสดงออกโดยตรงจากการท างานต่าง ๆ เป็นสถานการณ์ที่ก าหนดให้ ซึ่งเป็นของจริงหรือใกล้เคียงกับสภาพจริง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหา หรือปฏิบัติงานได้จริง โดยประเมินจากกระบวนการท างานกระบวนการคิด โดยเฉพาะความคิด ขั้นสูงและผลงานที่ได้ ลักษณะส าคัญของการประเมินความสามารถ คือ ก าหนดวัตถุประสงค์ของงาน วิธีการ ท างาน ผลส าเร็จของงาน มีค าสั่งควบคุมสถานการณ์ในการปฏิบัติงาน และมีการให้คะแนนที่ชัดเจน การประเมินความสามารถที่แสดงออกของผู้เรียนทาได้หลายแนวทางต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับ สภาพแวดล้อม สภาวการณ์ และความสนใจของผู้เรียน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

Page 13
20 3.1 มอบหมายงานให้ท างานที่มอบให้ท าต้องมีความหมาย มีความสาคัญ ความสัมพันธ์ กับหลักสูตร เนื้อหาวิชา และชีวิตจริงของผู้เรียน ผู้เรียนต้องใช้ความรู้หลายด้านในการปฏิบัติงานที่ สามารถสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการท างาน และการใช้ความคิดอย่างลึกซึ้ง 3.2 การก าหนดชิ้นงาน หรืออุปกรณ์ หรือสิ่งประดิษฐ์ให้ผู้เรียนวิเคราะห์องค์ประกอบ และกระบวนการท างาน และเสนอแนวทางเพื่อพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น 3.3 ก าหนดตัวอย่างชิ้นงานให้ แล้วให้ผู้เรียนศึกษางานนั้น และสร้างชิ้นงานที่มี ลักษณะของการท างานได้เหมือนหรือดีกว่าเดิม เช่น การประดิษฐ์เครื่องร่อน การท าสไลด์ถาวร ศึกษา เนื้อพืช การท ากระดาษจากพืชในท้องถิ่น ฯลฯ 3.4 สร้างสถานการณ์จ าลองที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียน โดยก าหนดสถานการณ์ แล้วให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา 4. การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสม งานเป็นการเก็บรวบรวมและสร้างเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับผลงานของผู้เรียนที่บ่งบอกถึงความสาเร็จ เชิงสมรรถนะเฉพาะด้านที่ได้มีการคัดสรรมาแล้ว แฟ้มสะสมผลงานจะแสดงให้เห็นความสามารถ จุดเด่น จุดด้อย ความส าเร็จ และพัฒนาการของผู้เรียน เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้ทราบว่าผู้เรียน อยู่ตรงไหน ขั้นไหนและก าลังเดินทางไปทางไหน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกด้วยตนเอง รู้จักและเข้าใจหลักเกณฑ์ของผลงานที่ดีเป็นอย่างไร ลักษณะงานที่ให้ผู้เรียนท า 1. ผู้เรียนมีอิสระที่จะเลือกท าผลิตผลตามความถนัดและความสามารถ 2. ผู้เรียนต้องใช้ความสามารถหลากหลาย 3. ผู้เรียนได้แสดงความคิดสร้างสรรค์และท างานด้วยตนเอง 4. ผู้เรียนมีความยืดหยุ่นในการใช้เวลาเพื่อปรับปรุงผลิตผล 5. ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการท างาน และเปิดโอกาสให้พัฒนาทักษะการท างานเป็นทีม หลักการประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน 1. เป็นการรวบรวมสิ่งที่ก าลังด าเนินงานอยู่ โดยเก็บรวบรวมเป็นระยะ 2. เป็นการรวบรวมผลงานที่แสดงให้เห็นพัฒนาการระดับต่าง ๆ ในเชิงคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ 2.1 เป็นแนวทางและเป็นสิ่งที่ควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ 2.2 เป็นการรวบรวมผลงานที่แสดงลักษณะเฉพาะของผู้เรียนแต่ละคน 2.3 มุ่งเน้นในสิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้ 2.4 ผู้สอนและผู้เรียนมีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือ แสดงความคิดเห็น และประเมินผลร่วมกัน

Page 14
21 2.5 เป็นการรวบรวมเอกสารอย่างหลากหลาย ทั้งที่เป็นตัวอย่างให้เห็น กระบวนการ และตัวอย่างที่เป็นผลผลิต 5. การประเมินกลุ่ม (Group Assessment) ความสามารถที่จะท างานในฐานะสมาชิก ผู้มีประสิทธิภาพของกลุ่มถือเป็นทักษะที่ส าคัญ การจักการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ทุกกลุ่ม วิชาจะต้องเน้นย ้าการท างานเป็นกลุ่มมีการจัดความพร้อมอย่างมีคุณภาพ และมีการประเมินผล ที่ละเอียดรอบคอบ การท างานกลุ่มของผู้เรียนจะมีคุณภาพสูงสุด รวมทั้งให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลินเมื่อมีการปฏิบัติงาน ดังนี้ 1. จัดบรรยากาศให้เหมาะสม ช่วยให้ผู้เรียนรับทราบและเข้าใจว่า การท างานกลุ่ม จะให้ผลดีแก่ผู้เรียนอย่างไร ผลงานกลุ่มจะประเมินด้วยวิธีใด 2. แจ้งให้ผู้เรียนทราบว่า งานของกลุ่มจะประเมินผลเมื่อใด การแจ้งล่วงหน้านี้ จะท าให้ผู้เรียนไม่ได้รับความกดดัน และต้องคอยวิตกกังวลว่าเมื่อใดผู้สอนจึงจะมาสอนและสั่งงาน 3. ประเมินผล 3.1 คะแนนที่ก าหนดให้ไม่ควรมากเกินไป เพราะหลักการต้องการจะ พัฒนาการท างานร่วมกัน 3.2 แจ้งเกณฑ์การประเมินผลให้ผู้เรียนทราบ และบอกเกณฑ์บางส่วนให้ พร้อมทั้งให้ผู้เรียนเพิ่มเติมเกณฑ์ของตนเองได้ จึงค่อยตัดสินใจว่าแต่ละเกณฑ์จะให้คะแนนอย่างไร 3.3 จัดเวลาให้ผู้เรียนได้มีการสารวจว่าคุ้มค่าแก่การเรียนรู้หรือไม่ เป็นการให้ ผู้เรียนได้วิเคราะห์ผลส าเร็จของตนเอง มีเวลาแยกแยะว่ามีจุดใดที่น่าจะท าได้ดียิ่งขึ้นอีก 3.4 ผู้สอนต้องมั่นใจและกระจ่างชัดเจนว่า สิ่งที่ประเมินผล คือ ผลผลิตจาก งานของกลุ่มหรือประเมินผลกระบวนการท างาน กระบวนการและผลผลิตเป็นคนละเรื่องกัน และจ าเป็นต้องมีแนวทางการประเมินที่แตกต่างกันในการท ากิจกรรมกลุ่ม บางกิจกรรมใช้การ ประเมินผลผลิตแต่บางกิจกรรมอาจใช้เพื่อการประเมินผลกระบวนการปฏิบัติเท่านั้น 3.5 ต้องระวังอันตรายจากการประเมินงานกลุ่มเป็นรายบุคคล เพราะจะน าไปสู่ ความรู้สึกเจ็บช ้าน ้าใจ และการโต้แย้งอย่างรุนแรงได้ ต้องมีการแจ้งเกณฑ์ให้ทราบล่วงหน้า มีการอภิปราย มีข้อตกลง ตั้งแต่เริ่มลงมือปฏิบัติกิจกรรม การประเมินผลบุคคลควรจะท าต่อเมื่อผู้เรียน ทั้งกลุ่มได้รับการพัฒนาความมั่นใจและความเชื่อถือ 3.6 พิจารณาวิธีการจัดกลุ่ม จะให้ผู้เรียนเลือกเข้ากลุ่มเองหรือไม่ (มีแนวโน้ม ที่จะเลือกเข้ากลุ่มเก่ง) หรือจะใช้การสุ่มจัดผู้เรียนเข้ากลุ่ม เพื่อให้คละความสามารถในกลุ่ม (วิธีนี้จะได้ผลดีส าหรับงานที่ใช้เกณฑ์วัดย่อย ๆ ซึ่งมีการหมุนเวียนสมาชิกกลุ่ม) หรือผู้สอนต้องการ จัดผู้เรียนให้สมดุลทุกกลุ่ม เพื่อคละประการณ์ ความรู้ ความสามารถ และทักษะของผู้เรียน วิธีการนี้

Page 15
22 มีประโยชน์เพื่อจัดการเรียนรู้แบบร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องการทักษะการประสานงาน ที่สูงมากในการจัดการ 6. การประเมินตนเอง (Self Assessment) ในการเสนอผลงาน ผู้สอนควรฝึกให้ผู้เรียน มีการประเมินตนเอง ทั้งด้านความคิดและความรู้สึก โดยให้ผู้เรียนได้พูดถึงงานของตนมีขั้นตอน กระบวนการท าอย่างไร มีจุดบกพร่องจุดดีตรงไหน ผู้เรียนได้ความรู้อะไรบ้าง และผู้เรียนมีความรู้สึก อย่างไรต่องานที่ท า ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เพื่อน ๆ ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์งานของผู้เขียนอัน จะก้าวไปสู่ความภาคภูมิใจ 7. การเขียนรายงาน (Self-Report) เป็นการให้ผู้เรียนเขียนรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรม ของตนเหมือนการสัมภาษณ์เพียงแต่ไม่มีคนคอยตั้งค าถามเท่านั้นเอง (กรมวิชาการ, 2545 : 132 - 136) จากวิธีการประเมินผลดังกล่าว สามารถน ามาจัดแสดงวิธีการและเครื่องมือประเมินผล การเรียนรู้สารการเรียนรู้ในด้านความรู้ ด้านทักษะ กระบวนการ และด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม สรุปได้ว่า การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อที่จะทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่เพียงใด โดยด าเนินการประเมินตามสภาพจริง เช่น การสังเกต เป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม ชิ้นงาน รายงาน ผลงาน และกระบวนการ การสัมภาษณ์ ภาคปฏิบัติ ด้านความสามารถ แฟ้มผลงาน ผู้ประเมิน ครูผู้สอน นักเรียนประเมินตนเอง โดยกลุ่มเพื่อน เพิ่มประสิทธิภาพ ของสมอง เกิดความภาคภูมิใจ
ความส าเร็จ
ความรู้สึกทางอารมณ์ ในด้านบวก

Page 16
23 7. แหล่งการเรียนรู้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 4 มาตรา ห25 ได้ให้ ความหมายไว้ว่า เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ที่สนับสนุนส่งเสริมให้ ผู้เรียนใฝ่เรียน ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้ และเรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัยอย่างกว้างขวาวและต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ที่โรงเรียนสามารถจัดและด าเนินการได้มีหลายประเภท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ ก าลังความสามารถของโรงเรียนแต่ละแห่ง เช่น โรงเรียนที่มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางอาจจัดแหล่ง การเรียนรู้ในลักษณะของสวนพฤกษาศาสตร์หรืออุทยานการศึกษา นอกเหนือจากการจัดห้องสมุด โรงเรียน และการจัดมุมต่างๆ ในบริเวณโรงเรียนให้เป็นที่อ่านหนังสือ รวมทั้งการน าผู้เรียนไปศึกษา ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลนอกโรงเรียน เช่น พิพิธภัณฑ์วัด หอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดประชาชน และ ภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชน ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและแหล่ง การเรียนรู้ในท้องถิ่น แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียน เช่น ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดหมวดวิชา ห้องสมุดเคลื่อนที่ มุมหนังสือในห้องเรียน ห้องพิพิธภัณฑ์ ห้องมัลติมีเดีย ห้องคอมพิวเตอร์ ห้อง อินเทอร์เน็ต ศูนย์วิชาการ ศูนย์วิทยบริการ ศูนย์โสตทัศนศึกษา ศูนย์สื่อการเรียนการสอน ศูนย์ พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน สวนพฤกษศาสตร์ สวนวรรณคดี สวนสมุนไพร สวนสุขภาพ สวน หนังสือ สวนธรรมะ เป็นต้น ส่วนแหล่งเรียนการเรียนรู้ในท้องถิ่น เช่น ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หอศิลป์ สวนสัตว์สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยาน วิทยาศาสตร์ ศูนย์กีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัด ครอบครัว ชุมชน สถานประกอบการ องค์กรภาครัฐ และเอกชน เป็นต้น สรุปได้ว่า แหล่งการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สามารถศึกษา หาความรู้ได้จากแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน และแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ซึ่งสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง (กรมวิชาการ, 2545 : 43)
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ
จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 (คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2545 : 13-14) หมวด 4 มาตร 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลัก ว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความส าคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ มาตรา 23 ต้องเน้นความสาคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสม

Page 17
24 มาตรา 24 จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยค านึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะผู้เรียนมีทั้งผู้เรียน ที่เรียนอ่อน เรียนปานกลาง และเรียนเก่ง 1. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Eclecticism) ทิศนา แขมมณี (2550 : 72 - 74) นักวิชาการศึกษาหลาย ๆ ท่าน ได้เสนอทฤษฎีการเรียนรู้ ไว้มากมายหลายทฤษฎี ทฤษฎีการเรียนรู้แบบผสมผสานของกานเย (Gagne) เป็นนักจิตวิทยา และนักศึกษาในกลุ่มผสมผสานระหว่างพฤติกรรมนิยมกับพุทธนิยม (Behavior Cognitive) อาศัยทฤษฏี และหลักการที่หลายหลาก เนื่องจากความรู้มีหลายประเภทบางประเภทสามารถเข้าใจได้ อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องใช้ความคิดที่ลึกซึ้งบางประเภทมีความซับซ้อนมากจ าเป็นต้องใช้ความสามารถในขั้นสูง กานเย ได้จัดการเรียนรู้ซึ่งเริ่มจากง่ายไปหายาก โดยผสมผสานทฤษฏีการเรียนรู้ของกลุ่มพฤติกรรมนิยม และพุทธนิยมเข้าด้วยกัน หลักการที่ส าคัญของทฤษฎีการเรียนรู้ ของกานเย (Gagne) ได้จัดประเภท ของการเรียนรู้ เป็นล าดับขั้นจากง่ายไปหายากได้ 8 ประเภท ดังนี้ 1. การเรียนรู้สัญญาณ เป็นการเรียนที่เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ อยู่นอกเหนืออ านาจจิตใจ ผู้เรียนไม่สามารถบังคับพฤติกรรมไม่ให้เกิดขึ้นได้ 2. การเรียนรู้สิ่งเร้า - การตอบสนอง เป็นการเรียนรู้ต่อเนื่องจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า และการตอบสนอง 3. การเรียนรู้การเชื่อมโยงแบบต่อเนื่อง เป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า และการตอบสนองที่ต่อเนื่องกันตามล าดับ เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการกระท า การเคลื่อนไหว 4. การเชื่อมโยงทางภาษา เป็นการเรียนรู้ในลักษณะคล้ายกับการเรียนรู้การเชื่อมโยง แบบต่อเนื่อง แต่เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษา 5. การเรียนรู้ความแตกต่างเป็นการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนสามารถมองเห็นความแตกต่างของสิ่งต่าง ๆโดยเฉพาะความแตกต่างตามลักษณะของวัตถุ 6. การเรียนรู้ความคิดรวบยอดเป็นการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนสามารถจัดกลุ่มสิ่งเร้าที่มีความ เหมือนกันหรือแตกต่างกัน 7. การเรียนรู้กฎเป็นเรียนรู้ที่เกิดจากการรวมหรือเชื่อมโยงความคิดรวบยอด ตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป 8. การเรียนรู้การแก้ปัญหาเป็นการเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา ทิศนา แขมมณี (2550 : 75-76) กล่าวว่า กานเย ได้เสนอรูปแบบการสอนอย่างเป็นระบบ โดยพยายามเชื่อมโยงการจัดสภาพการเรียนการสอนอันเป็นสภาวะภายนอกตัวผู้เรียน และภายในตัวผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนมี 9 ขั้น ดังนี้ 1. สร้างความสนใจเป็นขั้นที่ท าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในบทเรียน

Page 18
25 2. แจ้งจุดประสงค์เป็นบอกให้ผู้เรียนทราบถึงเป้าหมายหรือผลที่จะได้รับจากการเรียน บทเรียน 3. กระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงความรู้เดิมที่จ าเป็นเป็นการทบทวนความรู้เดิมที่จ าเป็น ต่อการเชื่อมโยงให้เกิดการเรียนรู้ความรู้ใหม่ 4. เสนอบทเรียนใหม่เป็นการเริ่มกิจกรรมของบทเรียนใหม่โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมมาประกอบการสอน 5. ให้แนวทางการเรียนรู้เป็นการช่วยให้ผู้เรียนสามารถท ากิจกรรมด้วยตัวเอง 6. ให้ลงมือปฏิบัติเป็นการให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ 7. ให้ข้อมูลป้อนกลับเป็นขั้นที่ครูให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการปฏิบัติกิจกรรม 8. ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ 9. ส่งเสริมความแม่นย าและการถ่ายโอนการเรียนรู้ เป็นการสรุป การย ้า ทบทวน การเรียนรู้ที่ผ่านมา เพื่อให้นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ฝังแน่นขึ้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละครั้งมักน าทฤษฎีการสอนมาประยุกต์ ใช้ในการสอน การจะเลือกใช้ทฤษฎีการสอนใดนั้นควรขึ้นกับจุดประสงค์รายวิชา จุดประสงค์ การสอน และเนื้อหา การสอนแต่ละครั้งอาจใช้ทฤษฎีการสอนหลายประการผสมผสานกันก็ได้ สรุปได้ว่า ทฤษฎีการเรียนรู้แบบผสมผสาน เป็นทฤษฎีการจัดการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก โดยน าแนวทฤษฎีการเรียนรู้ของกานเย ศึกษาล าดับขั้นจากง่ายไปหายาก คือ มีการเรียนรู้สัญญาณ การเรียนรู้สิ่งเร้า การตอบสนอง การเรียนรู้การเชื่อมโยงแบบต่อเนื่องการเชื่อมโยงทางภาษา การเรียนรู้ ความแตกต่างการเรียนรู้ความคิดรวบยอด การจัดการเรียนการสอน โดยน าทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะ กับการเรียนการสอน 2. วิธีสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ มีนักวิชาการได้กล่าวถึงวิธีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ ดังนี้ ชนาธิป พรสกุล (2544 : 30) ได้กล่าวถึงแนวคิดใหม่ของการเรียนรู้ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐาน ของกระบวนการเรียนการสอนไว้ดังนี้ 1. การเรียนเกิดขึ้นได้ทุกแห่งทุกเวลาต่อเนื่องยาวนานตลอดชีวิต 2. ศรัทธาเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการเรียนรู้ 3. นักเรียนเรียนรู้ได้ดีจากการสัมผัสและสัมพันธ์ 4. สาระที่สมดุลเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ คือ ความรู้ ความคิด ความสามารถ และความดี ยุทธวิธีการเรียนการสอน ที่สามารถน าไปใช้ทั้ง การเรียนการสอน กลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย และการศึกษาค้นคว้าเป็นรายบุคคล ได้แก่ (กรมวิชาการ. 2545 : 209 - 210)

Page 19
26 1. วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ส าคัญดังนี้ 1.1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการน าเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองจากความสงสัยหรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรืออาจเกิดจากการอภิปราย ในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่ก าลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้นหรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยง กับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างค าถาม ก าหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่าง ๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอ ประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือค าถามที่ครูก าลังสนใจเป็น เรื่องที่จะใช้ศึกษา เมื่อมีค าถามที่น่าสนใจ และนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษา จึงร่วมกันก าหนดขอบเขต และแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการรวบรวมความรู้ประสบการณ์เดิมหรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะช่วยให้น าไปสู่ความ เข้าใจเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการส ารวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย 1.2 ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration) เมื่อท าความเข้าใจในประเด็น หรือค าถามที่สนใจ ที่จะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนก าหนดแนวทางการสารวจตรวจสอบตั้งสมมติฐาน ก าหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจท าได้หลายวิธี เช่น ท าการทดลอง ท ากิจกรรมภาคสนามการใช้ คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จ าลอง (Simulation) การศึกษาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิง หรือจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 1.3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสารวจ ตรวจสอบแล้วจึงน าข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผลสรุปผลและน าเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจ าลองทางคณิตศาสตร์หรือวาดรูป สร้างตาราง ฯลฯ การค้นพบ ในขั้นนี้อาจเป็นไปได้หลายอย่าง เช่น สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้ก าหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้ และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ 1.4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการน าความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้ เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือน าแบบจ าลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์ หรือเหตุการณ์อื่น ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มาก็แสดงว่าข้อจ ากัดน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้เชื่อมโยง กับเรื่องต่าง ๆ และท าให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 1.5 ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะน าไปสู่การน าความรู้ ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ การน าความรู้หรือแบบจ าลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์

Page 20
27 หรือเรื่องอื่น ๆ จะน าไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจ ากัดซึ่งก่อให้เป็นประเด็นหรือค าถามหรือปัญหาที่ จะต้องส ารวจตรวจสอบต่อไป ท าให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า Inquiry Cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลัก และหลักการทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป ทิศนา แขมมณี (2550 : 75 -7 6) กล่าวว่า กานเย ได้เสนอรูปแบบการสอน โดยพยายาม เชื่อมโยงการจัดสภาพการเรียนการสอนอันเป็นสภาวะภายนอกตัวผู้เรียนและภายในตัวผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนมี 9 ขั้น ดังนี้ 1. สร้างความสนใจ เป็นขั้นที่ท าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในบทเรียน 2. แจ้งจุดประสงค์ เป็นบอกให้ผู้เรียนทราบถึงเป้าหมายหรือผลที่จะได้รับจากการเรียน บทเรียน 3. กระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงความรู้เดิมที่จ าเป็น เป็นการทบทวนความรู้เดิมที่จ าเป็น ต่อการเชื่อมโยงให้เกิดการเรียนรู้ความรู้ใหม่ 4. เสนอบทเรียนใหม่ เป็นการเริ่มกิจกรรมของบทเรียนใหม่โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมมาประกอบการสอน 5. ให้แนวทางการเรียนรู้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนสามารถท ากิจกรรมด้วยตัวเอง 6. ให้ลงมือปฏิบัติ เป็นการให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ 7. ให้ข้อมูลป้อนกลับ เป็นขั้นที่ครูให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการปฏิบัติกิจกรรม 8. ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ 9. ส่งเสริมความแม่นย า และการถ่ายโอนการเรียนรู้ เป็นการสรุป การย ้า ทบทวน การเรียนรู้ที่ผ่านมา เพื่อให้นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ฝังแน่นขึ้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในแต่ละครั้งมักน าทฤษฎีการสอนมาประยุกต์ใช้ใน การสอน การจะเลือกใช้ทฤษฎีการสอนใดนั้นควรขึ้นกับจุดประสงค์รายวิชา จุดประสงค์ การสอน และเนื้อหาการสอนแต่ละครั้งอาจใช้ทฤษฎีการสอนหลายประการผสมผสานกันก็ได้ สรุปได้ว่า วิธีสอน เป็นการวางแผนการเรียนการสอนและใช้เทคนิคต่าง ๆ รวมทั้งหลักจิตวิทยา เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ของบทเรียน และวัตถุประสงค์ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็นผู้จัด ประสบการณ์การเรียนการสอน

Page 21
28 3. การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ มีนักวิชาการได้กล่าวถึงความหมายของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียน เป็นศูนย์กลาง ตัวบ่งชี้ของครูและนักเรียนในเรื่องกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ โดยมีตัวบ่งชี้การเรียนการสอนของนักเรียน 9 ข้อ คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2541 : 10) ตัวบ่งชี้การเรียนของนักเรียน 1. นักเรียนมีประสบการณ์ตรงกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. นักเรียนฝึกปฏิบัติจนค้นพบความถนัดและวิธีการของตนเอง 3. นักเรียนท ากิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่ม 4. นักเรียนฝึกหัดอ่านหลากหลายและสร้างสรรค์จิตนาการ ตลอดจนได้แสดงออก อย่างชัดเจนและมีเหตุผล 5. นักเรียนได้รับการเสริมแรงให้ค้นหาค าตอบแก้ปัญหาด้วยตนเอง และร่วมกัน ช่วยกัน 6. นักเรียนได้ฝึกค้น รวบรวมข้อมูล และสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง 7. นักเรียนเลือกท ากิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจของ ตนเองอย่างมีความสุข 8. นักเรียนฝึกตนเองให้มีวินัยและรับผิดชอบในการท างาน 9. นักเรียนฝึกประเมิน ปรับปรุงตนเองและยอมรับผู้อื่น ตลอดจนใฝ่หาความรู้ อย่างต่อเนื่อง การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญที่สุด เป็นการจัดกระบวนที่มีความส าคัญ ดังนี้ 1. มุ่งประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน 2. ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ 3. ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย 4. ผู้เรียนสามารถน าวิธีการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ 5. ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน ปัจจัยส าคัญในการสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ 1. กระบวนการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดี ถ้าผู้เรียนมีโอกาสคิดท าสร้างสรรค์โดยที่ ครูช่วยจัดบรรยากาศการเรียนรู้ จัดสื่อ และสรุปสาระการเรียนรู้ร่วมกัน 2. ค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านความสามารถทางสติปัญญา อารมณ์ สังคม ความพร้อมของร่างกาย และจิตใจ และสร้างโอกาสให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วย วิธีการที่หลากหลาย

Page 22
29 3. สาระการเรียนรู้มีความสมดุลเหมาะสมกับวัย ความถนัด ความสนใจของผู้เรียน และความคาดหวังของสังคม ทั้งนี้ผลการเรียนรู้จากสาระและกระบวนการจะต้องท าให้ผู้เรียน มีความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดี และมีความสุขในการเรียน 4. แหล่งเรียนรู้มีหลากหลาย และเพียงพอที่จะให้ผู้เรียนได้ใช้เป็นแหล่งค้นคว้า หาความรู้ ตามความถนัด ความสนใจ 5. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับครู และระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน มีลักษณะเป็น กัลยาณมิตรที่ช่วยเหลือเกื้อกูล ห่วงใย มีกิจกรรมร่วมกันในกระบวนการเรียนรู้ คือ แลกเปลี่ยน ความรู้ ถ่ายทอดความรู้ ถ่ายทอดความคิด พิชิตปัญหาร่วมกัน 6. ศิษย์มีความศรัทธาต่อครูผู้สอน สาระที่เรียนรวมทั้งกระบวนการที่จะก่อให้เกิด การเรียนรู้ ผู้เรียนใฝ่รู้ มีใจรักที่จะเรียนรู้ ทั้งนี้ครูต้องมีความเชื่อว่าศิษย์ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ และมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน 7. สาระและกระบวนการเรียนรู้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ของผู้เรียน จนผู้เรียนสามารถน าผลจากการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง 8. กระบวนการเรียนรู้ มีการเชื่อมโยงกับกับเครือข่ายอื่น ๆ เช่น ชุมชน ครอบครัว องค์กรต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์และร่วมมือกันให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และได้รับประโยชน์ จากการเรียนรู้สูงสุด ปริญญ์ พวงนัดดา (2541 : 43) แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่มุ่งเน้นผู้เรียน เป็นส าคัญ การอ่านร่วมกัน ในกลุ่มผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการอ่าน เพื่อท าความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน ด้วยการอภิปราย ซักถามร่วมกันกับเพื่อนเป็นวิธีหนึ่งซึ่งให้ความส าคัญกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิด การคิดการส่งเสริมการคิดและการตรวจสอบความคิดอันเกิดจากการเรียนรู้ในสาระหลักครูถือเป็น องค์ประกอบส าคัญยิ่งต่อความส าเร็จของการจัดบทบาทส าคัญในการเตรียม ขั้นเตรียมการขั้นด าเนิน กิจกรรม ขั้นประเมิน และขั้นใช้ผลการประเมิน 1. ขั้นเตรียมผู้สอน 1.1 เตรียมตัวผู้สอน 1.1.1 ศึกษาค้นคว้า เป็นแหล่งความรู้ 1.1.2 พัฒนาทักษะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1.1.3 ปรับปรุงบุคลิกภาพให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน 1.2 เตรียมกิจกรรมการเรียนรู้ 2.1.1 ร่วมวางแผนกิจกรรมการเรียนรู้กับผู้เรียนและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 2.1.2 ก าหนดวัตถุประสงค์ วิธีการ สถานการณ์ (สภาพจริง, ชีวิตประจ าวัน)

Page 23
30 2.1.3 แผนกิจกรรมเน้นกระบวนการคิด การเผชิญปัญหาสอดคล้องกับ ธรรมชาติสัมพันธ์กับสังคม และตรงตามความสนใจของผู้เรียน 2.1.4 เตรียมวัสดุอุปกรณ์ แหล่งวิทยาการ 1.3 เตรียมตัวผู้เรียน 1.3.1 ตรวจสอบและพัฒนาความรู้/ทักษะพื้นฐาน 1.3.2 พัฒนาบุคลิกให้เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน 2. ขั้นตอนด าเนินกิจกรรม ผู้สอนท าหน้าที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนกระตุ้น ส่งเสริมอ านวยความสะดวก ช่วยเหลือ และแนะน า (ไม่ใช่ชี้น า) 2.1 ช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้/ทักษะเบื้องต้นที่จ าเป็นส าหรับการเรียนรู้เรื่อง ดังกล่าว 2.1.1 ครูถ่ายทอดมโนทัศน์เบื้องต้นที่จ าเป็น 2.1.2 เริ่มจากสิ่งที่ผู้เรียนสนใจจากง่ายไปยาก ใกล้ตัวไปสู่ไกลตัว 2.1.3 สร้างความต้องการที่จะศึกษาเพิ่มเติมผู้เรียนสามารถคิดได้ว่าต้องการ อะไร จึงจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ต้องการ 2.2 ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้ในเรื่องนั้น 2.2.1 ครูควรส่งเสริมกระบวนการไม่ใช่เน้นเนื้อหาเพียงอย่างเดียว 2.2.2 ครูช่วยแนะน าแนวทางและแหล่งความรู้ 2.3 ช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์โดยตรง ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อสร้างองค์ความรู้ ใหม่ ทักษะใหม่ และบูรณาการเข้ากับความรู้/ทักษะเดิม 2.3.1 ผู้เรียนร่วมมือกันลงมือปฏิบัติจริง ทุกคนมีส่วนร่วมวางแผนร่วมคิด ร่วมลงมือท า เพื่อพัฒนาตัวเองอย่างรอบด้าน 2.3.2 ผู้เรียนทุกคนลงมือปฏิบัติจริง (ทั้งอ่านและลงมือท า) และสรุป องค์ความรู้ใหม่ที่ได้รับ 2.3.3 ครูควรให้สาระใกล้เคียงกันส าหรับการเรียนรู้ระดับต้นแต่ในระดับสูง ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาตามความถนัดและความสนใจ 2.3.4 ผู้เรียนช้าจะได้รับการเรียนรู้เช่นเดียวกับผู้อื่น ถ้าหากครูได้เพิ่มเวลา และให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือมากขึ้น 2.4 ช่วยให้ผู้เรียนสามารถน าความรู้ ทักษะที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน อย่างเป็นอิสระ

Page 24
31 2.4.1 ส่งเสริมให้ผู้เรียน เรียนรู้วิธีการน าความรู้ และทักษะใช้แก้ปัญหา ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ และบุคคลในสังคม 2.4.2 ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาองค์ความรู้ ทักษะใหม่ ๆ ในเรื่องนั้น ที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น ทิศนา แขมมณี (2550 : 119 - 121) ได้กล่าวแนวคิดการจัดการเรียนการสอนโดยยึดนักเรียน เป็นส าคัญควรพัฒนาทางด้านกาย สติปัญญา สังคมและอารมณ์ เพราะการพัฒนา 4 ด้าน มีความสัมพันธ์ ต่อกันและกันและส่งต่อการเรียนของผู้เรียน ดังนี้ 1. การมีส่วนรวมอย่างตื่นตัวทางกาย (active participation : physical) คือ การให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวร่างกายท ากิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลาย เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะของผู้เรียน เพื่อช่วยให้ร่างกาย และประสาทรับรู้ตื่นตัว พร้อมที่จะรับรู้ และเรียนรู้ได้ดี 2. การมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัวทางปัญญา (active participation - intellectual) คือ การให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวทางสติปัญญาหรือสมอง ได้คิด ได้กระท า โดยใช้ความคิด เป็นการใช้สติปัญญาของตนสร้างความหมาย ความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ 3. การมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัวทางอารมณ์ (active participation : emotional) คือ การให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวทางอารมณ์หรือความรู้สึกต่าง ๆ อันจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีในเรื่องที่เรียนรู้อารมณ์ และความรู้สึกของบุคคลจะช่วยให้ เรียนรู้ความหมายต่อตนเองและต่อการปฏิบัติมากขึ้น 4. การมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัวทางสังคม (active participation : social) คือ การให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวทางสังคมหรือการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กับผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมรอบตัว เนื่องจากการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคมการได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้จากกันและกันจะช่วยขยายขอบเขตของการเรียนรู้ของบุคคล ให้กว้างขวางขึ้นและการเรียนรู้ จะเป็นกระบวนการที่สนุกมีชีวิตชีวามากขึ้น หากผู้เรียนได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้สอนจะต้องด าเนินการที่ส าคัญ 2 ประการ คือ 1. ครูจะต้องจัดเตรียมกิจกรรม ประสบการณ์ที่เอื้อให้กับผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัว และได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมเพื่อน าไปสู่การเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริงตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ 2. ในขณะดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ครูควรลดบทบาทของตัวเอง และเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้อ านวยความสะดวกช่วยให้ผู้เรียน ด าเนินกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ เป็นหน้าที่ของผู้สอนต้องเปลี่ยน บทบาทเป็นผู้อ านวยความสะดวก คือ เป็นผู้จัดประสบการณ์และจัดสื่อการเรียนการสอน

Page 25
32 เพื่อให้ผู้เรียนใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง เทคนิคการสอนเป็นเรื่องส าคัญ เริ่มตั้งแต่ต้องมีวิธีท าให้เด็กเกิดความรู้สึกอยากเรียนรู้ว่าเรียนแล้วได้ประโยชน์ มีความเชื่อมั่นว่า ตัวเองเรียนได้ไปจนถึงสามารถเรียนรู้ได้อย่างจริงจัง และเรียนอย่างมีความสุข
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเอกสารประกอบการเรียน
1. ความหมายของเอกสารประกอบการเรียน มีนักวิชาการศึกษากล่าวถึงความหมายของเอกสารประกอบการเรียน ดังนี้ ศักรินทร์ สุวรรณโรจน์ และคณะ (2535 : 102) กล่าวไว้ว่า เอกสารประกอบการสอน หมายถึง เอกสารที่ใช้ประกอบการสอนวิชาใดวิชาหนึ่ง ตามหลักสูตรที่ใช้ในสถานศึกษา มีหัวข้อ ครบถ้วนตามรายละเอียดของวิชาที่ก าหนดไว้ในหลักสูตรไม่น้อยกว่า 1 รายวิชา และมีความหมาย ครอบคลุมในด้านต่าง ๆ เช่น ความหมาย เนื้อหา กิจกรรมและวิธีสอน อุปกรณ์ที่ใช้และวิธีวัดผล และประเมินผล วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2546 : 31) กล่าวว่า เอกสารประกอบการเรียน หมายถึง เอกสาร หรืออุปกรณ์ ที่ใช้ประกอบการสอนวิชาใดวิชาหนึ่ง ตามหลักสูตรที่ก าหนดมีลักษณะเป็นเอกสารหรืออุปกรณ์ ที่เกี่ยวข้องในวิชาที่สอน ซึ่งจะประกอบไปด้วยแผนการสอน หัวข้อค าบรรยาย และอาจมีสิ่ง ต่อไปนี้เพิ่มเติมก็ได้ คือ หนังสือประกอบบทเรียบเรียง บทคัดย่อ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยเป็นต้น สมบัติ กาญจนารักพงศ์ (2548 : 15 - 16) ได้กล่าวถึงเอกสารประกอบการเรียน ว่าเป็นเอกสาร ที่ผู้สอนจัดท าขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งตามหลักสูตรที่สะท้อนให้เห็นถึง เนื้อหาวิชา และวิธีการสอนอย่างเป็นระบบนักเรียนต้องเป็นผู้อ่านเอง อาจมีรูปภาพประกอบบ้าง ความสวยงามหรือความน่าสนใจน้อย ใช้สอนเนื้อหา ใช้อธิบายความคิดรวบยอด ให้ถูกต้องใช้ภาษา วิชาการเหมาะกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ตอนปลาย และระดับอุดมศึกษา สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2549: 17) ได้กล่าวถึง เอกสารประกอบการเรียนการสอน คือ เอกสาร ที่จัดท าขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนของครูหรือประกอบการเรียนของนักเรียนในวิชาใด วิชาหนึ่ง ควรมีหัวข้อเรื่อง จุดประสงค์ เนื้อหาสาระและกิจกรรม เพื่อจะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เกิดการ เรียนรู้ตามที่หลักสูตรก าหนด สรุปได้ว่า เอกสารประกอบการเรียน เป็นสื่อการเรียนที่จัดท าขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียน ของนักเรียนในวิชาใดวิชาหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเอกสารประกอบการเรียนมักประกอบด้วย ค าน า ในแต่ละหน่วยจะมีจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียน สรุปและแบบฝึกหัด

Page 26
33 2. ส่วนประกอบของเอกสารประกอบการเรียน มีนักวิชาการศึกษากล่าวถึงส่วนประกอบของเอกสารประกอบการเรียน ดังนี้ ถวัลย์ มาศจรัส (2548 : 19) ได้ให้หลักในการจัดท าเอกสารประกอบการเรียนการสอน หรือเอกสารการจัดการเรียนรู้ว่ามีหลักง่าย ๆ ในการจัดท าเอกสารประกอบการเรียน 5 ขั้นดังนี้ ขั้นที่ 1 ศึกษาหลักสูตรโดยละเอียด ขั้นที่ 2 ศึกษา ค้นคว้า รวบรวม เนื้อหาสาระจากต ารา เอกสารที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ขั้นที่ 3 น าข้อมูลจากขั้นที่ 2 มาศึกษาเนื้อหาสาระจัดแบ่งบทในแต่ละบท แต่ละตอน ให้เหมาะสมกว่า ต้องการน าเสนออะไร มากน้อยแค่ไหน ขั้นที่ 4 ก าหนดเนื้อหาสาระในการจัดท าในแต่ละบทแต่ละตอนโดยละเอียด ซึ่งอาจจะแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ และหัวข้อย่อย เป็นเรื่อง ๆ เช่น ความเป็นมาในการปลูกพืช ดิน เป็นต้น ขั้นที่ 5 เขียนอธิบายเนื้อหาสาระของหัวข้อใหญ่ และหัวข้อย่อยให้เหมาะสม กับเวลาที่ก าหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ และจ านวนคาบเวลาเรียนที่หลักสูตรก าหนด เอกสารประกอบการเรียน นอกจากมีเนื้อหาสาระแล้ว สิ่งที่ต้องจัดท าคือ แบบทดสอบ ก่อนเรียน - หลังเรียน แบบฝึกหัด ตัวอย่าง หรืออื่น ๆ ที่ผู้สอนเห็นว่ามีความจ าเป็น ในการพัฒนา การเรียนรู้ของผู้เรียนจะท าไว้ในเล่มหรือแยกต่างหากก็ได้ สุวิทย์ มูลค า และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 41 - 44) กล่าวไว้ว่า เอกสารประกอบ การเรียนไม่มีรูปแบบที่จ าเพาะเจาะจง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ผลิต ที่จะค านึงถึงลักษณะ การน าไปใช้ และกลุ่มผู้เรียนเป็นส าคัญ โดยเสนอแนะส่วนประกอบของเอกสารประกอบการเรียนไว้ดังนี้ 1. ส่วนน า ควรมีส่วนประกอบดังนี้ 1.1 ปกนอก 1.2 ปกใน 1.3 ค าน า 1.4 สารบัญ 1.5 ค าชี้แจง หรือค าแนะน าการใช้ 1.6 จุดประสงค์หลัก 2. ส่วนเนื้อหา อาจแบ่งเป็นเรื่องย่อย หรือเป็นตอน ตามลักษณะของเนื้อหา ควรมี ส่วนประกอบดังนี้ 2.1 ชื่อบท ชื่อหน่วย หรือชื่อเรื่อง 2.2 หัวข้อเรื่องย่อย 2.3 จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.4 กิจกรรมหลัก

Page 27
34 2.5 เนื้อหาโดยละเอียดหรือใบความรู้ 2.6 กิจกรรมฝึกปฏิบัติหรือแบบฝึกหรือใบงาน 2.7 บทสรุป (ถ้ามี) 2.8 ควรมีข้อทดสอบก่อนเรียนหรือหลังเรียน 3. ส่วนอ้างอิง อาจอยู่ส่วนท้ายของเนื้อหาในแต่ละตอนหรืออยู่ท้ายเล่มเอกสาร ควรมี ส่วนประกอบดังนี้ 3.1 เอกสารอ้างอิงประจ าบทหรือบรรณานุกรม 3.2 ภาคผนวก (ถ้ามี) เช่น เฉลยแบบฝึกหัด สรุปได้ว่า ส่วนประกอบของเอกสารประกอบการเรียน ดังนี้ ส่วนน าเรื่อง ประกอบด้วยปกนอก ปกใน ค าน า และสารบัญ ส่วนเนื้อเรื่อง ประกอบด้วย จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียน และแบบฝึกหัด ส่วนท้ายเรื่อง ประกอบด้วยภาคผนวก และบรรณานุกรม ควรประกอบด้วย จุดประสงค์ของการเรียนรู้ สาระส าคัญ เนื้อหา กิจกรรมในการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผล 3. ข้อควรพิจารณาในการผลิตเอกสารประกอบการเรียน มีนักวิชาการศึกษากล่าวถึงข้อควรพิจารณาในการผลิตเอกสารประกอบการเรียน ดังนี้ สุวิทย์ มูลค า และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 42 - 44) ได้เสนอข้อควรพิจารณา ในการผลิตเอกสารประกอบการเรียนการสอนดังต่อไปนี้ 1. กลุ่มเป้าหมายควรพิจารณากลุ่มเป้าหมายใน ด้านจิตวิทยา วุฒิภาวะและวัยของผู้เรียน เป็นส าคัญ เนื่องจากผู้เรียนในแต่ละระดับย่อมมีความต้องการแตกต่างกัน ทั้งด้านเนื้อหา การใช้ภาษา ภาพประกอบ และขนาดตัวอักษรที่ใช้ในการผลิตเอกสารประกอบการเรียนการสอน 2. การก าหนดเนื้อหา ต้องมีความถูกต้องและเหมาะสม ความถูกต้อง ได้แก่ การมีเนื้อหา สาระตามที่หลักสูตรก าหนด มีความเที่ยงตรงของข้อมูลที่นาเสนอ มีความชัดเจนทันสมัย เป็นปัจจุบัน ไม่ก ากวมสับสนหรือเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง ส่วนความเหมาะสม ได้แก่ ความยากง่าย ของเนื้อหาสาระ โดยพิจารณาถึงด้านวัยวุฒิ ประสบการณ์และพื้นฐานของผู้เรียนเป็นส าคัญ 3. การเรียบเรียงถ้อยค า ถือเป็นเทคนิคส าคัญในการน าเสนอเนื้อหา ควรค านึงถึง 3.1 รูปแบบควรสั้นกะทัดรัดแต่ได้ใจความ ไม่มีค าขยายโดยไม่จ าเป็น 3.2 การเว้นวรรคตอน การเขียนโดยไม่เว้นวรรคตอนหรือการเว้นวรรคตอนผิด ที่อาจท าให้ผิดความหมายและเกิดความเสียหายต่อผู้เรียนได้ 3.3 การย่อหน้า ควรมีย่อหน้าเมื่อเปลี่ยนประเด็นของเนื้อหาหรือเพื่อต้องการดึงดูด ความสนใจของผู้เรียน โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมเป็นส าคัญ

Page 28
35 4. การใช้ภาษา ควรเขียนให้อ่านง่าย และเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว คานึงถึงเนื้อหา และกลุ่มเป้าหมายในการที่จะสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรหลีกเลี่ยงการใช้คาซ ้าซาก และเล่นค าจนผู้เรียนสับสน 5. เทคนิคการนาเสนอ ต้องมีความน่าสนใจ เร้าใจชวนให้ติดตาม ไม่บรรจุความรู้ และข้อมูล ที่อัดแน่นจนเกินไป ควรมีการสร้างบรรยากาศของความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียน กับผู้เรียนเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารในเชิงการพูดคุยเสมือนตัวหนังสือมีวิญญาณ การใช้ภาพประกอบการน าเสนอก็เป็นเทคนิคหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจเร็วหรือเพิ่มความเข้าใจเนื้อหา ที่เป็นนามธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ควรใช้ภาษาที่สอดคล้องกับเนื้อหามีขนาดพอเหมาะ และมีความชัดเจน มีเทคนิคการใช้ค าถามน าที่กระตุ้นความคิดของผู้เรียน เพื่อน าไปสู่การค้นหา ค าตอบในเนื้อหาจะท าให้ผู้เรียนเข้าใจในสิ่งที่ตนก าลังศึกษามากขึ้น การมีกิจกรรม แบบฝึกหัด แบบประเมินผลหรือแบบทดสอบล้วนเป็นสิ่งจ าเป็นที่จะช่วยให้การใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน สอนบรรลุจุดประสงค์ได้เป็นอย่างดี สรุปได้ว่า ข้อควรพิจารณาในการผลิตเอกสารประกอบการเรียน คือ การที่เราก าหนด เป้าหมาย ก าหนดเนื้อหา การเรียบเรียงถ้อยค า การใช้ภาษาและเทคนิคการน าเสนอจะช่วยให้การผลิต เอกสารนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 4. ขั้นตอนการผลิตเอกสารประกอบการเรียน มีนักวิชาการศึกษากล่าวถึงขั้นตอนการผลิตเอกสารประกอบการเรียน ดังนี้ สุวิทย์ มูลค า และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 44) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการผลิตเอกสาร ประกอบการเรียนการสอนว่า ขั้นตอนการผลิตจะเหมือนกับขั้นตอนการผลิตสื่อ และนวัตกรรมการเรียน การสอนทั่ว ๆ ไป ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 1. วิเคราะห์ปัญหา และสาเหตุจากการเรียนการสอน ซึ่งอาจได้มาจาก 1.1 การสังเกตปัญหาที่เกิดขึ้นขณะท าการสอน 1.2 การบันทึกปัญหาและข้อมูลระหว่างสอน 1.3 การศึกษา และวิเคราะห์ผลการเรียนของผู้เรียน 2. ศึกษารายละเอียดในหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ ที่คาดหวังหรือจุดประสงค์และกิจกรรมที่เป็นปัญหา 3. เลือกเนื้อหาที่เหมาะสมแบ่งเป็นบทเป็นตอนหรือเป็นเรื่อง เพื่อแก้ปัญหาที่พบ 4. ศึกษารูปแบบของการเขียนเอกสารประกอบการเรียนการสอนและก าหนดส่วนประกอบ ภายในของเอกสารประกอบการเรียนการสอน 5. ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล เพื่อน ามาก าหนดเป็นจุดประสงค์ เนื้อหา วิธีการ และสื่อประกอบเอกสาร

Page 29
36 6. เขียนเนื้อหาในแต่ละตอน รวมทั้งภาพประกอบแผนภูมิ และข้อทดสอบให้สอดคล้อง กับจุดประสงค์ที่ก าหนดไว้ 7. ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 8. น าไปทดลองใช้ในห้องเรียนและเก็บบันทึกผลการใช้ 9. น าผลที่ได้มาพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง (อาจทดลองใช้มากกว่า 1 ครั้ง เพื่อปรับปรุงเอกสารประกอบการสอนนั้นให้สมบูรณ์ และมีคุณภาพมากที่สุด) 10. น าไปใช้จริงเพื่อแก้ปัญหาที่พบจากข้อ 1 สรุปได้ว่า ขั้นตอนการผลิตเอกสารประกอบการเรียน มีขั้นการวางแผน ขั้นการจัด เอกสารประกอบการเรียน ขั้นตอนการพัฒนาและปรับปรุง และขั้นตอนน าไปใช้ท าให้บรรลุเป้าหมาย ที่วางไว้ 5. ประโยชน์ของเอกสารประกอบการเรียน มีนักวิชาการศึกษากล่าวถึงประโยชน์ของเอกสารประกอบการเรียน ดังนี้ นคร พันธุ์ณรงค์ (2538 : 25) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเอกสารประกอบการเรียนไว้ว่า 1. เป็นผลงานด้านวิชาการที่เปิดโอกาสให้ครูผู้สอน ได้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทางด้านวิชาการเพราะครูผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตร ศึกษาค าอธิบายรายวิชา จุดประสงค์ของวิชา วิเคราะห์เวลา และเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ของวิชาที่สอนด้วยตนเอง 2. เป็นผลงานทางด้านวิชาการที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วนทั้งในส่วนที่เป็นเนื้อหาวิชา และส่วนที่เป็นกิจกรรมการเรียนการสอน รวมทั้งส่วนประกอบอื่น ๆ 3. เป็นผลงานทางด้านวิชาการที่เปิดโอกาสให้ครูผู้สอนสามารถค้นคว้า ในส่วนที่เป็นเนื้อหาวิชาที่สอนได้อย่างเต็มความสามารถ 4. เป็นผลงานทางด้านวิชาการที่ครูผู้สอนสามารถจัดเตรียมกิจกรรมการเรียนการ สอน ได้อย่างละเอียดและสอดคล้องกับสภาพการเรียนการสอนจริงในห้องเรียน 5. เป็นผลงานทางด้านวิชาการที่ช่วยให้ครูผู้สอนสามารถใช้เป็นคู่มือการสอน ได้เป็นอย่างดี และยังสามารถใช้เป็นคู่มือส าหรับครูที่สอนแทนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย รัชนีกร ทองสุขดี (2545 : 101) กล่าวว่า ประโยชน์ของการจัดเตรียมหรือผลิตเอกสาร ประกอบการเรียนมีดังนี้ 1. ผู้เขียนได้มีโอกาสศึกษารายละเอียดแห่งวิชาตามโครงสร้างที่หลักสูตรแห่งวิชานั้นก าหนดไว้ ตามค าอธิบายรายวิชา 2. ผู้เขียนได้ฝึกก าหนดขอบข่ายของเรื่องที่จะเขียนตามค าอธิบายรายวิชานั้น ๆ 2.1 หัวเรื่อง (Topic) หรือรายบทเรียน 2.2 หัวข้อย่อย (Sub - Topics)

Page 30
37 2.3 ผู้เขียนได้ฝึกในการค้นคว้าแหล่งวิชาต่าง ๆ ที่จะประกอบการเขียนตามรายบท และขอบข่ายที่ผู้เขียนได้ก าหนดขอบข่ายไว้แล้วนั้น 2.4 ผู้เขียนได้ฝึกใช้เชิงอรรถ จัดท าบรรณานุกรมอ้างอิง เพื่อให้การใช้เอกสารประกอบ การสอนรายวิชานั้น มีความสมบูรณ์ขึ้นหรือสาหรับนักศึกษาที่สนใจอาจค้นคว้าศึกษารายละเอียด เพิ่มเติม 2.5 ผู้เขียนได้เตรียมก าหนดแนวการสอนตามลักษณะบทเรียน โดยค านึงถึงกิจกรรม ที่เหมาะสมที่จะช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้บทเรียนนั้น ๆ ได้ดี 2.6 ผู้เขียนได้มีโอกาสศึกษาโครงสร้างจากค าอธิบายรายวิชา เพื่อช่วยให้เข้าใจได้ว่าเนื้อหา ตามค าอธิบายรายวิชานั้นอาจเป็นหัวเรื่องหรือหัวข้อย่อยที่อยู่ในหัวเรื่องใดหัวเรื่องหนึ่ง (อาจตั้งหัวเรื่องใหม่) และอาจสลับหัวเรื่อง เพื่อความสะดวกในการศึกษาหรือเพื่อช่วยให้เนื้อหาของเอกสารประกอบการเรียน เกิดความต่อเนื่องกันเป็นอันดี 2.7 ช่วยให้ผู้เขียนได้เล็งเห็นลักษณะการจัดเนื้อหาวิชาจากค าอธิบายรายวิชานั้นว่า กว้างแคบ มีข้อบกพร่องหรือจุดดีเด่นที่ควรจะดัดแปลง ปรับปรุง เพิ่มเติมหรือเน้นย ้า แล้วแต่กรณี การเขียนเอกสารประกอบการเรียนจะต้องยึดโครงสร้างตามค าอธิบายรายวิชาโดยถือหลักว่าเพิ่มเติม บทเรียนหรือหัวข้อย่อยได้ แต่จะตัดทอนหัวข้อหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้โดยเด็ดขาดจากประสบการณ์ ในการเขียนเอกสารประกอบการเรียน ผู้เขียนจะได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่าเกือบครบถ้วน ที่จะช่วยต าราวิชาการ เพียงแต่จะหยิบยกหัวเรื่องหรือส่วนใดส่วนหนึ่งมาเขียนเป็นต าราวิชาการได้ดี ทั้งนี้ก็แล้วแต่ผู้เขียนจะเล็งเห็นประโยชน์และทางเป็นไปได้ตามแนวคิดแห่ง สรุปได้ว่า เอกสารประกอบการเรียนมีประโยชน์ในการช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเอง สนใจได้ละเอียดยิ่งขึ้น และท าให้ผู้เรียนเข้าใจในสิ่งที่ตนเองเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ท าให้การจัดกิจกรรม การเรียนรู้ของผู้สอนบรรลุวัตถุประสงค์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 6. การหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชัยยงค์ พรหมวงษ์ (2543 : 23-26) กล่าวว่า เกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพ ของสื่อการเรียนการสอนที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดการรู้เป็นระดับที่ผู้ผลิตสื่อการเรียนจะพึงพอใจ ว่าหากสื่อการเรียนที่มีประสิทธิภาพถึงระดับนี้แล้วสื่อ การเรียนก็จะมีคุณค่าที่จะน าไปสอนนักเรียน และคุ้มค่าต่อการลงทุนผลิตออกมาเป็นจ านวนมาก สาหรับเกณฑ์ประสิทธิภาพท าได้โดยการประเมิน พฤติกรรมของนักเรียน 2 ประเภท คือพฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยการก าหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1 (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) E2 (ประสิทธิภาพ ของผลลัพธ์) ประสิทธิภาพของกระบวนการ (process) ของผู้เรียนสังเกตจากการประกอบกิจกรรมกลุ่ม หรือรายบุคคล ได้แก่ งานที่มอบหมายและกิจกรรมอื่นใด ที่ผู้สอนก าหนดประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (product) ของผู้เรียนพิจารณาจากการสอบหลังเรียนขั้นตอนการทดลองประสิทธิภาพ เมื่อผลิต

Page 31
38 สื่อการเรียนการสอนเพื่อเป็นต้นแบบแล้วต้องน าสื่อการเรียนการสอนไปทดสอบประสิทธิภาพ ตามขั้นตอน ดังนี้ 1. แบบเดี่ยว (1 : 1) น าเอกสารประกอบการเรียนไปทดลองใช้กับผู้เรียน 1 - 3 คน โดยทดสอบกับผู้เรียนเก่ง ปานกลางและอ่อน ค านวณหาประสิทธิภาพเสร็จแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น ส านวนภาษา ภาพประกอบเรื่องต่าง ๆ โดยปกติคะแนนที่ได้จากการทดลองแบบเดี่ยวนี้จะได้คะแนน ต ่ากว่าเกณฑ์มาก 2. แบบกลุ่มย่อย (1 : 10) น าเอกสารประกอบการเรียนที่ปรับปรุงแล้ว ทดลองกับผู้เรียน 6 - 10 คน คละผู้เรียนที่เก่งกับอ่อน ค านวณหาประสิทธิภาพแล้วปรับปรุงในคราวนี้คะแนนของผู้เรียน จะเพิ่มขึ้น 3. แบบกลุ่มใหญ่ (1 : 100) น าเอกสารประกอบการเรียนไปทดลองใช้ทดลองกับผู้เรียน ทั้งชั้น 30 – 100 คน ค านวณหาประสิทธิภาพแล้วท าการปรับปรุงผลลัพธ์ที่ได้ควรใกล้เคียง กับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 153 - 156) กล่าวถึงเกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม นิยมใช้เกณฑ์ 80/80 มีวิธีการ 2 แนวทาง ดังนี้ 1. พิจารณาจากผู้เรียนจ านวนมาก (ร้อยละ 80) สามารถบรรลุผลในระดับสูง (ร้อยละ 80) กรณีนี้เป็นนวัตกรรมสั้น ๆ ใช้เวลาน้อย เนื้อหาที่สอนมีเรื่องเดียว เกณฑ์ 80/80 หมายถึง มีไม่ต ่า กว่าร้อยละ 80 ของผู้เรียนที่ท าได้ไม่ต ่ากว่าร้อยละ 80 ของคะแนนเต็มซึ่งเป็นผลของการสอบวัด หลังจากการทดลองสอน 2. พิจารณาจากผลระหว่างด าเนินการ และผลเมื่อสิ้นสุดการด าเนินการโดยเฉลี่ยอยู่ใน ระดับสูง (เช่น ร้อยละ 80) กรณีนี้ใช้การสอนหลายครั้ง มีเนื้อหาสาระมาก มีการวัดผลระหว่างเรียน หลายครั้ง เกณฑ์ 80/80 มีความหมาย ดังนี้ 80 ตัวแรก เป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) 80 ตัวหลัง เป็นประสิทธิภาพของผลโดยรวม (E2) ประสิทธิภาพ = ผลรวมของคะแนนที่สอบได้ของทุกคน �� 100 ผลรวมของคะแนนเต็มจากทุกคน ประสิทธิภาพเป็นร้อยละของค่าเฉลี่ย เมื่อเทียบกับคะแนนเต็มซึ่งต้องมีค่าสูง จึงจะชี้ถึง ประสิทธิภาพได้ กรณีนี้ใช้ ร้อยละ 80 80 ตัวแรก เป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ เกิดจากการน าคะแนนที่สอบได้ ระหว่างด าเนินการมาหาค่าเฉลี่ยแล้วเทียบเป็นร้อยละ ซึ่งต้องได้ไม่ต ่ากว่าร้อยละ 80

Page 32
39 80 ตัวหลัง เป็นประสิทธิภาพของผลโดยรวม เกิดจากการน าคะแนนจากการวัดผล โดยรวมเมื่อสิ้นสุดการสอนหรือสิ้นสุดการทดลอง มาหาค่าเฉลี่ยแล้วเทียบเป็นร้อยละ ซึ่งต้องได้ ไม่ต ่ากว่าร้อยละ 80 สรุปได้ว่า ประสิทธิภาพของสื่อการเรียนการสอนที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และ พึงพอใจสื่อการเรียนที่มีประสิทธิภาพถึงเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ก าหนดสื่อการเรียนก็จะมีคุณค่าที่จะ น าไปสอนนักเรียนและคุ้มค่าต่อการลงทุนผลิต
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีนักวิชาการศึกษาให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2543 : 29) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ คุณลักษณะรวมของความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน ท าให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2546 : 7) ให้ค านิยามค าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน หมายถึง ผลส าเร็จที่เกิดจากการปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยความพยายามทาง ร่างกาย ทางสมอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล บุญชม ศรีสะอาด (2546, หน้า 122-123) ได้เสนอกรอบแนวคิดที่ใช้เป็นแนวในการสร้าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อน าไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลนั้น นิยมสร้างโดยยึดตามการจ าแนกจุดประสงค์ทางการศึกษาด้าน พุทธิพิสัยของ บลูม (Bloom. 1956 : 123-125) ที่จ าแนกจุดประสงค์ทางการศึกษาด้านพุทธิพิสัย ออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ 1. ความรู้ (Knowledge) 2. ความเข้าใจ (Comprehension) 3. การน าไปใช้ (Application) 4. การวิเคราะห์ (Analysis) 5. ขั้นการสังเคราะห์ (Synthesis) 6. ขั้นการประเมินผล (Evaluation) สมนึก ภัททิยธนี (2546, หน้า 73-82) ได้แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่ครูสร้างขึ้นเป็น 6 ประเภท ดังนี้

Page 33
40 1. ข้อสอบแบบความเรียงหรืออัตนัย (Subjective or Essay) เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะ ค าถาม แล้วให้นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรี เขียนบรรยายตามความรู้ และข้อคิดเห็นของแต่ละคน ข้อสอบแบบกากบาทถูก–ผิด (True-False Test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือก แต่ละตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่ และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก–ผิด, ใช่-ไม่ใช่, จริง-ไม่จริง, เหมือนกัน-ต่างกัน เป็นต้น 2. ข้อสอบแบบเติมค า (Completion Test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือ ข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ผู้ตอบเติมค าหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้น เพื่อให้มีใจความสมบูรณ์และถูกต้อง 3. แบบทดสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short Answer Test) ข้อสอบประเภทนี้คล้ายกับ ข้อสอบแบบเติมค า แต่แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ เขียนเป็นประโยคค าถามที่สมบูรณ์ แล้วให้ผู้ตอบเขียนตอบ ค าตอบที่ต้องการจะสั้นและกะทัดรัดได้ใจความสมบูรณ์ ไม่ใช่เป็นการ บรรยายแบบข้อสอบความเรียงหรืออัตนัย 4. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching Test) เป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่ง โดยมีค าหรือ ข้อความแยกออกจากกันเป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่า แต่ละข้อความในชุดหนึ่ง(ตัวยืน) จะคู่ กับค า หรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออก ข้อสอบก าหนดไว้ 5. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) ลักษณะทั่วไป ค าถามแบบเลือกตอบ โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนน าหรือค าถาม (Stem) กับตัวเลือก (Choice)ในตอนเลือกนี้ จะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นค าตอบถูกและตัวเลือกที่เป็นตัวลวง ปกติจะมีค าถามที่ก าหนดให้ นักเรียนพิจารณา แล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเดียวจากตัวลวงอื่น ๆ และค าถามแบบ เลือกตอบที่ดี นิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน ดูเผิน ๆ จะเห็นว่าทุกตัวเลือกถูกหมด แต่ความจริง มีน ้าหนักถูกมากน้อยต่างกัน สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะและความสามารถของบุคคลอัน เกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เกิดจากการฝึกอบรมหรือ การสอนที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางสมอง และสติปัญญาของนักเรียน 2. ความส าคัญของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีนักวิชาการศึกษาให้ความส าคัญของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ ภัทรา นิคมานนท์ (2543 : 67 - 75) ได้จ าแนกความสาคัญของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสติปัญญาหรือเรียกว่าเกิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านพุทธพิสัย ความสามารถแบ่งออกเป็น 6 ระดับ ได้แก่

Page 34
41 1. ความรู้ ความจ า คือการระลึกถึงเรื่องราว ๆ ที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนจะโดยวิธีใด ก็ตาม เช่น จากการเรียนในห้องเรียน ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ เป็นต้น พฤติกรรมด้านความรู้ ความจ า ยังจ าแนกได้อีก 3 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ ความรู้เฉพาะเรื่อง ความรู้ในการด าเนินการและความรู้ จากความคิดรวบยอด 2. ความเข้าใจ คือความสามารถในการขั้นสติปัญญาที่เป็นผลมาจากการน าความรู้ และประสบการณ์จากขั้นที่หนึ่งมาผสมผสานจนกลายเป็นความรู้ชนิดใหม่ แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ การแปลความ ตีความ และการขายความ 3. การน าไปใช้ คือความสามารถในการน าความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่เรียนรู้มาแล้วไป แก้ปัญหาที่แปลกใหม่หรือสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน 4. การวิเคราะห์ คือความสามารถในการน าองค์ประกอบย่อยต่าง ๆ ได้ ท าให้มองเห็น ความสัมพันธ์กันได้อย่างชัดเจน สามารถค้นหาความจริงต่าง ๆ ที่ซ่อนแขวงอยู่ในเรื่องนั้น ๆ ได้การวิเคราะห์มี 3 ลักษณะ ได้แก่ การวิเคราะห์ความสาคัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ ข้อความ 5. การสังเคราะห์ คือ ความสามารถในการน าองค์ประกอบย่อยต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไปมา รวมเป็นเรื่องราวเดียวกัน เพื่อให้เห็นโครงสร้างที่ชัดเจน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่แปลกใหม่ มีคุณค่า ต่อการสังเคราะห์ 3 ประการ คือ การสังเคราะห์ข้อความ การสังเคราะห์แผนงาน และการสังเคราะห์ ความสัมพันธ์ 6. การประเมินค่า คือความสามารถในการตัดสินเกี่ยวกับคุณค่าของเนื้อหาและวิธีการต่าง ๆ โดยมีการสรุปอย่างมีหลักเกณฑ์ว่าเหมาะสม มีคุณค่า ดี เลว การประเมินค่าต้องอาศัยเกณฑ์ ประกอบการตัดสินใจ การประเมินค่ามี 2 ลักษณะ คือการตัดสินใจโดยอาศัยข้อเท็จจริง และการ ตัดสินใจโดยอาศัยเกณฑ์ภายนอก เป็นเกณฑ์ที่ไม่ได้ปรากฏตามเนื้อหานั้น ๆ สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2544 : 28) ได้กล่าวว่าถึงความส าคัญของการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ดังนี้ 1. เพื่อวินิจฉัยความรู้ความสามารถ ทักษะและกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมของผู้เรียน และเพื่อส่งเสริมผู้เรียนให้พัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะได้เต็ม ตามศักยภาพ 2. เพื่อใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับให้แก่ตัวผู้เรียนเองว่า บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้เพียงใด 3. เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการสรุปผลการเรียนรู้ และเปรียบเทียบถึงระดับพัฒนาการของการเรียนรู้ สรุปได้ว่า ความส าคัญของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวัดพฤติกรรมด้านความรู้ ความสามารถของผู้เรียนในด้านความรู้ ความจ า ความเข้าใจ การน าไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า และเปรียบเทียบถึงระดับพัฒนาการของการเรียนรู้

Page 35
42 1. องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีนักวิชาการศึกษาได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไว้ดังนี้ คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2541 : 10) ได้กล่าวถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียน ส าคัญที่สุด เป็นการจัดกระบวนที่มีความส าคัญดังนี้ 1. มุ่งประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน 2. ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ 3. ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย 4. ผู้เรียนสามารถน าวิธีการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ 5. ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน ปัจจัยส าคัญในการสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ 1. กระบวนการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดี ถ้าผู้เรียนมีโอกาสคิด ท า สร้างสรรค์โดยที่ครู ช่วยจัดบรรยากาศการเรียนรู้ จัดสื่อ และสรุปสาระการเรียนรู้ร่วมกัน 2. ค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านความสามารถทางสติปัญญา อารมณ์ สังคม ความพร้อมของร่างกายและจิตใจ และสร้างโอกาสให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยวิธีการ ที่หลากหลาย 3. สาระการเรียนรู้มีความสมดุลเหมาะสมกับวัย ความถนัด ความสนใจของผู้เรียนและ ความคาดหวังของสังคม ทั้งนี้ผลการเรียนรู้จากสาระและกระบวนการ จะต้องท าให้ผู้เรียน มีความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดี และมีความสุขในการเรียน 4. แหล่งเรียนรู้มีหลากหลาย และเพียงพอที่จะให้ผู้เรียนได้ใช้เป็นแหล่งค้นคว้า หาความรู้ตามความถนัด ความสนใจ 5. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับครู และระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน มีลักษณะ เป็นกัลยาณมิตรที่ช่วยเหลือเกื้อกูล ห่วงใย มีกิจกรรมร่วมกันในกระบวนกรเรียนรู้ คือ แลกเปลี่ยน ความรู้ ถ่ายทอดความรู้ ถ่ายทอดความคิด พิชิตปัญหาร่วมกัน 6. ศิษย์มีความศรัทธาต่อครูผู้สอน สาระที่เรียนรวมทั้งกระบวนการที่จะก่อให้เกิด การเรียนรู้ ผู้เรียนใฝ่รู้ มีใจรักที่จะเรียนรู้ ทั้งนี้ครูต้องมีความเชื่อว่าศิษย์ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ และ มีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน 7. สาระและกระบวนการเรียนรู้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ของผู้เรียน จนผู้เรียนสามารถน าผลจากการเรียนรู้ ไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง

Page 36
43 8. กระบวนการเรียนรู้ มีการเชื่อโยงกับกับเครือข่ายอื่น ๆ เช่น ชุมชน ครอบครัว องค์กรต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์และร่วมมือกันให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และได้รับประโยชน์ จากการเรียนรู้สูงสุด โดยมีตัวบ่งชี้การเรียนของนักเรียนที่วัดถึงผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ 1. นักเรียนมีประสบการณ์ตรงกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. นักเรียนฝึกปฏิบัติจนค้นพบความถนัดและวิธีการของตนเอง 3. นักเรียนท ากิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่ม 4. นักเรียนฝึกหัดอ่านหลากหลายและสร้างสรรค์จิตนาการ ตลอดจนได้แสดงออกอย่าง ชัดเจนและมีเหตุผล 5. นักเรียนได้รับการเสริมแรงให้ค้นหาค าตอบแก้ปัญหาด้วยตนเองและร่วมกันช่วยกัน 6. นักเรียนได้ฝึกค้น รวบรวมข้อมูล และสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง 7. นักเรียนเลือกท ากิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตนเอง อย่างมีความสุข 8. นักเรียนฝึกตนเองให้มีวินัยและรับผิดชอบในการท างาน 9. นักเรียนฝึกประเมิน ปรับปรุงตนเองและยอมรับผู้อื่น ตลอดจนใฝ่หาความรู้อย่าง ต่อเนื่อง สรุปได้ว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีหลายด้านตั้งแต่กระบวนการ เรียนรู้ ความสมดุล ปฏิสัมพันธ์และความศรัทธาที่มีต่อครู ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ รวบรวม ข้อมูลใฝ่หาความรู้ และการฝึกตนเองอย่างสม ่าเสมอ ตลอดจนมีวินัยรับผิดชอบต่องาน ดังนั้นจึงเป็น หน้าที่ของครูและผู้ปกครองที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน 4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีนักวิชาการศึกษาให้ความหมายแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ สมนึก ภัททิยธนี (2541 : 73-98) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนไว้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่วัดสมรรถภาพ สมองด้านต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับจากการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว และประเภทของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ 1. ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง หลักในการสร้างข้อสอบมีดังนี้ 1.1 เขียนค าชี้แจงเกี่ยวกับวิธีการตอบให้ชัดเจน ระบุจ านวนข้อค าถาม เวลาที่ใช้สอบ และคะแนนเต็มของแต่ละข้อ 1.2 เนื่องจากข้อสอบแบบนี้มีเฉพาะค าถาม ควรเขียนค าถามให้ชัดเจน 1.3 การตั้งค าถามให้ใช้ความคิด

Page 37
44 1.4 ก าหนดเวลาให้นานพอสมควร 1.5 เลือกถามเฉพาะจุดที่ส าคัญของเรื่อง 1.6 ไม่ควรให้มีการเลือกตอบเป็นบางข้อ 2. ข้อสอบแบบกาถูก - ผิด หลักในการสร้างข้อสอบมีดังนี้ 2.1 เขียนค าถามให้รัดกุมสั้น ๆ แต่มีข้อมูลพอที่จะตัดสินใจได้ว่าถูกหรือผิด 2.2 ควรเขียนข้อความด้วยภาษาง่าย ๆ ชัดเจน 2.3 ไม่ควรใช้ค าว่า เสมอ ๆ ไม่ค่อยจะ อาจจะ บางครั้ง บ่อย ๆ เพราะค าเหล่านี้ จะท าให้ผู้ตอบพิจารณาได้ง่ายว่าถูกหรือผิด 2.4 ควรออกข้อสอบให้มีข้อถูกกับผิดจ านวนใกล้เคียงกัน 2.5 หลักการให้คะแนน ไม่ควรใช้วิธีหักคะแนนหรือติดลบในข้อที่ผิด 3. ข้อสอบแบบเติมค า หลักในการสร้างข้อสอบมีดังนี้ 3.1 ไม่ควรใช้ข้อความหรือประโยคจากหนังสือแล้วตัดค าบางค าหรือข้อความ บางข้อความ ออกมาใช้เป็นค าถาม 3.2 ค าตอบที่ต้องการให้เติมหรือที่ถูก จะต้องเป็นค าตอบที่เฉพาะเจาะจงไม่ตีความ ได้หลายนัย 3.3 แต่ละข้อควรให้เติมแห่งเดียวตอนท้ายของประโยคหรือข้อความ แต่ถ้าจ าเป็น อาจเว้นให้เติมส่วนอื่น และมากกว่าหนึ่งแห่งก็ได้ 3.4 ต าแหน่งที่ให้เติมต้องเป็นจุดที่ส าคัญจริง ๆ 4. ข้อทดสอบแบบสั้น ๆ หลักในการสร้างข้อสอบมีดังนี้ 4.1 ค าตอบที่ต้องการมักจะสั้นเป็นค าเดียว วลีเดียว หรือประโยคสั้น ๆ ได้ใจความ ครบถ้วนสมบูรณ์ 4.2 ค าตอบที่ได้ต้องเป็นประเภทตายตัวแน่นอน 4.3 มักจะเป็นค าถามที่เกี่ยวกับ ศัพท์ กฎ นิยาม ทฤษฎี สัจพจน์ หลักการ 5. ข้อสอบจับคู่ หลักในการสร้างข้อสอบมีดังนี้ 5.1 ตัวเลือกต้องมีจ านวนมากกว่าตัวยืน 2 - 4 ข้อ 5.2 ตัวยืนควรจะมี จ านวน 5 - 15 ข้อ 5.3 ข้อความในแต่ละชุดต้องเป็นเอกพันธ์ คือ เป็นเรื่องราวในลักษณะเดียวกัน 5.4 ตัวยืนในแต่ละข้อมีโอกาสจับคู่กับตัวเลือกทุกข้อ 5.5 ข้อสอบในชุดตัวยืนและตัวเลือกทุกข้อต้องอยู่ในหน้าเดียวกัน 5.6 ต้องระบุความสัมพันธ์ของข้อความทั้งสองชุดให้ชัดเจน

Page 38
45 5.7 รูปแบบของข้อสอบจับคู่ ส่วนใหญ่จะให้ผู้ตอบน าอักษรหน้าข้อความทางขวามือ ไปใส่ในวงเล็บหน้าข้อความทางซ้ายมือที่คิดว่าสัมพันธ์กัน 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ หลักในการสร้างข้อสอบมีดังนี้ 6.1 เขียนตอนน าให้เป็นประโยคค าถามสมบูรณ์ 6.2 เน้นเรื่องจะถามให้ชัดเจนและตรงจุดไม่คลุมเครือ 6.3 ควรถามในเรื่องที่มีคุณค่าต่อการวัดหรือถามในสิ่งที่ดีงาม มีประโยชน์ ค าถาม แบบเลือกตอบสามารถถามพฤติกรรมในสมองได้หลาย ๆ ด้าน 6.4 หลีกเลี่ยงค าถามปฏิเสธ ถ้าจ าเป็นต้องใช้ก็ต้องขีดเส้นใต้ค าปฏิเสธแต่ปฏิเสธซ้อน ไม่ควรใช้เป็นอย่างยิ่ง 6.5 อย่าใช้คาฟุ่มเฟือย ควรถามปัญหาโดยตรง สิ่งใดไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ได้ใช้ ประโยชน์เงื่อนไขในการคิดก็ไม่ต้องน ามาเขียนไว้ในค าถามจะช่วยให้ค าถามรัดกุมชันเจนขึ้น 6.6 เขียนตัวเลือกให้เป็นเอกพันธ์ หมายถึง เขียนตัวเลือกทุกตัวให้เป็นลักษณะใด ลักษณะหนึ่งหรือมีทิศทางแบบเดียวกันหรือมีโครงสร้างท านองเดียวกัน 6.7 ควรเรียงลาดับตัวเลขในตัวเลือกต่าง ๆ ได้แก่ ค าตอบที่เป็นตัวเลขนิยมเรียง จากน้อยไปหามาก 6.8 ใช้ตัวเลือกปลายเปิดและปลายปิดให้เหมาะสม 6.9 ข้อเดียวต้องมีค าตอบเดียว 6.10 เขียนทั้งตัวถูกและตัวผิดให้ถูกหรือผิดตามหลักวิชา คือ จะก าหนดตัวถูก หรือตัวผิด เพราะสอดคล้องกับความเชื่อของสังคมหรือกับค าพังเพยทั่ง ๆ ไปไม่ได้ 6.11 เขียนตัวเลือกให้อิสระจากกัน คือ อย่าให้ตัวเลือกตัวใดตัวหนึ่งเป็นส่วนหนึ่ง หรือส่วนประกอบของตัวเลือกอื่น 6.12 ควรมีตัวเลือก 4 - 5 ตัว ข้อสอบแบบเลือกตอบนี้ ถ้าเขียนตัวเลือกเพียง 2 ตัวเลือก ก็กลายเป็นข้อสอบแบบกาถูก ผิด หากเป็นข้อสอบระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 2 ควรใช้ 3 ตัวเลือก ระดับประถมศึกษาปีที่ 3 - 6 ควรใช้ 4 ตัวเลือกและตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาขึ้นไปควรใช้ 5 ตัวเลือก 6.13 อย่าแนะค าตอบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ (multiple choice) ใช้วัดได้ครอบคลุมทั้ง ด้านความรู้ความคิด หลักการ ทฤษฎี การตัดสินใจ การประเมินตัวแปร การแปลความหมาย ข้อมูล ตลอดจนความสามารถด้านทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ มีส่วนประกอบสาคัญ 2 ส่วน คือ (1) ส่วนของค าถาม (2) ส่วนของค าตอบ เรียกว่า ตัวเลือก ซึ่งเป็นตัวที่เป็นค าตอบถูก

Page 39
46 และตัวเลือก ที่เป็นค าตอบผิด เรียกว่า ตัวลวง การสร้างแบบทดสอบแบบเลือกตอบ ให้มีคุณภาพ มีหลักการดังนี้ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2546 : 31 - 37) 1. การสร้างค าถาม ค าถามที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ 1.1 สั้น ชัดเจน และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย 1.2 เขียนเป็นประโยคบอกเล่า ถ้าจ าเป็นต้องใช้ประโยคปฏิเสธก็ควรเน้นข้อความ หรือขีดเส้นใต้ข้อความที่แสดงการปฏิเสธ 1.3 ค าถามแต่ละข้อต้องเป็นอิสระแก่กัน โดยไม่ให้การตอบค าถามของข้อหนึ่งชี้น า หรือขึ้นอยู่กับอีกข้อหนึ่ง 1.4 หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่ชี้น าหรือสื่อความไปถึงค าตอบถูกหรือค าตอบผิด 1.5 แต่ละค าถามต้องมีค าตอบที่ถูกต้องเพียงค าตอบเดียว 2. การสร้างตัวเลือก ตัวเลือกที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้ 2.1 ตัวเลือกควรเป็นเรื่องหรือประเด็นเดียวกัน มีความยากใกล้เคียงกัน 2.2 ต้องกระจายค าตอบถูกของแบบทดสอบทั้งฉบับ ให้มีสัดส่วนของแต่ละตัวเลือก ใกล้เคียงกัน 2.3 ใช้ค าให้สั้นที่สุดเท่าที่จะท าได้และหลีกเลี่ยงการใช้ค าศัพท์หรือข้อความที่เข้าใจยาก 2.4 ไม่ควรใช้ตัวเลือก ��ถูกทุกข้อ�� หรือ ��ไม่มีข้อใดถูก�� (อาจเป็นสื่อความหมาย ไม่แน่ใจในค าถามหรือการเลือกตอบด้วยความมั่นใจดีได้) 3. เกณฑ์การให้คะแนนแบบทดสอบเลือกตอบ การให้คะแนนแบบทดสอบแบบเลือกตอบ โดยส่วนใหญ่จะพิจารณาจากความถูกผิดของการเลือกค าตอบเป็นส าคัญ เช่น ตอบถูก ได้ 1 คะแนน และตอบผิดได้ 0 คะแนน 4. ข้อดีและข้อจ ากัดของแบบทดสอบแบบเลือกตอบ ข้อดี 1. มีความเป็นปรนัยสูง ตรวจให้คะแนนได้ง่ายและได้ผลตรงกัน 2. ตรวจให้คะแนนได้สะดวกและใช้เวลาน้อย 3. วิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบได้จากค่าความตรงของเนื้อหา ความยากง่ายและ อ านาจจ าแนก 4. ปรับปรุงหรือแก้ไขค าถามและตัวเลือกเพื่อน าไปใช้ในโอกาสต่อไปได้ 5. วัดได้ทุกสาระการเรียนรู้ ข้อจ ากัด 1. สร้างค าถามที่ชัดเจนเป็นปรนัย ตรงประเด็นหรือมีประเด็นเดียวได้ยาก

Page 40
47 2. สร้างค าถามที่วัดความคิดระดับสูงและทักษะกระบวนการได้ยาก ส่วนใหญ่วัดผล การเรียนรู้ในระดับความรู้ความจ าและความเข้าใจและวัดได้เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น สรุปได้ว่า ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบที่วัด ความรู้ของผู้เรียนที่ได้เรียนไปแล้ว โดยวัดพฤติกรรมด้านความรู้ ความจ า วัดด้านความเข้าใจ วัดด้านการน าไปใช้ วัดด้านการวิเคราะห์ วัดด้านความสนใจ 5. ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีนักวิชาการศึกษากล่าวถึงขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2544 : 99 -101) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร การสร้างแบบทดสอบควรเริ่มต้น ด้วยการวิเคราะห์หลักสูตร และสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระและพฤติกรรม ที่ต้องการจะวัด ซึ่งจะระบุจ านวนข้อสอบและพฤติกรรมที่ต้องการจะวัดอย่างชัดเจน 2. ก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้เป็นพฤติกรรมที่เป็นผลการเรียนรู้ ที่ผู้สอนมุ่งหวังจะให้เกิดกับนักเรียน ซึ่งผู้สอนจะต้องก าหนดไว้ล่วงหน้าส าหรับเป็นแนวทาง ในการจัดการเรียนรู้และสร้างข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3. ก าหนดชนิดของข้อสอบและศึกษาวิธีสร้าง โดยการศึกษาตารางวิเคราะห์หลักสูตร จุดประสงค์การเรียนรู้ ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณาและตัดสินใจเลือกชนิดของข้อสอบที่จะใช้วัดโดย ต้องเลือกให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ เหมาะสมกับวัยผู้เรียนและศึกษาวิธีเขียน ข้อทดสอบชนิดนั้น ๆ ให้เข้าใจในหลักการและวิธีการเขียนข้อสอบ 4. เขียนข้อสอบ ผู้เขียนข้อสอบลงมือเขียนข้อสอบตามรายละเอียดที่ก าหนดไว้ในตาราง วิเคราะห์หลักสูตร และสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้โดยอาศัยหลักและวิธีการเขียนข้อสอบที่ได้ ศึกษามาแล้ว 5. ตรวจทานข้อสอบ เพื่อให้ข้อสอบที่เขียนไว้มีความถูกต้องตามหลักวิชามีความสมบูรณ์ ครบถ้วนตามรายละเอียดที่ก าหนดไว้ในตารางวิเคราะห์หลักสูตร ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณาทบทวน ตรวจทานข้อสอบอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะจัดพิมพ์และน าไปใช้ 6. จัดพิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลอง เมื่อตรวจทานข้อสอบเรียบร้อยแล้ว ให้จัดพิมพ์ ข้อสอบทั้งหมด จัดท าเป็นแบบทดสอบฉบับทดลอง โดยมีค าชี้แจงหรือค าอธิบายวิธีตอบแบบทดสอบ และจัดวางรูปแบบการพิมพ์ให้เหมาะสม 7. ทดลองและวิเคราะห์ข้อสอบ การทดลองและวิเคราะห์ข้อสอบเป็นวิธีการตรวจสอบคุณภาพ ของแบบทดสอบก่อนน าไปใช้จริง โดยน าแบบทดสอบไปทดลองใช้กับกลุ่ม ที่มีลักษณะคล้ายคลึง กับกลุ่มที่ต้องการสอบจริง แล้วน าผลมาวิเคราะห์และปรับปรุงข้อสอบให้มีคุณภาพ

Page 41
48 8. จัดท าแบบทดสอบฉบับจริง จากผลการวิเคราะห์ข้อสอบหากพบว่าข้อสอบข้อใดไม่มี คุณสมบัติหรือมีคุณภาพไม่ดีอาจต้องตัดทิ้งหรืออาจปรับปรุงข้อสอบให้มีคุณภาพดีขึ้น แล้วจึง จัดพิมพ์เป็นแบบทดสอบฉบับจริงที่จะน าไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายต่อไป ขั้นตอนในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มีล าดับขั้นตอนที่ส าคัญ ดังต่อไปนี้ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2546 : 31-37) 1. ศึกษาจุดมุ่งหมายของการวัดผลประเมินผล สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและมโนทัศน์ของแต่ละเรื่อง 2. ก าหนดสาระการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่ต้องการวัด 3. เลือกประเภทแบบทดสอบอย่างหลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความรู้ ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ 4. ก าหนดจ านวนข้อสอบ การกระจายของเนื้อหาสาระที่ต้องการทดสอบ และเวลาที่ใช้ ทดสอบ 5. สร้างแบบทดสอบตามคุณลักษณะที่ก าหนด โดยค านึงถึงเทคนิคของการสร้าง แบบทดสอบและความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย 6. ตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ สาหรับแบบทดสอบบางแบบ อาจต้องตรวจสอบความเป็นปรนัยด้วย สรุปได้ว่า ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต้องมีการวิเคราะห์ หลักสูตร ก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ ศึกษาวิธีการสร้างข้อสอบแต่ละชนิดเขียนแบบทดสอบ ให้สอดคล้องดังตารางวิเคราะห์หลักสูตรและจุดประสงค์ แล้วน าข้อสอบไปทดลองใช้และวิเคราะห์ คุณภาพก่อนน าไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ
1. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน มีส่วนสัมพันธ์กันกับทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักความต้องการ ของมนุษย์ (human needs) และการจูงใจ (motivation) เป็นอย่างมากซึ่งมีผู้ให้แนวคิด และทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานไว้หลายท่าน ดังนี้ เผชิญ กิจระการ (2542 : 7) ได้กล่าวถึงแนวคิดของแฮทฟิลด์ และฮิวส์แทน ที่ได้ท าการพัฒนา แนวของนักวิจัยต่าง ๆ มาเป็นเครื่องมือเมื่อวัดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานพบว่า องค์ประกอบ ที่ส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจ ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบันประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 5 ประการ ดังนี้

Page 42
49 ตัวแปรที่ 1 องค์ประกอบเกี่ยวกับงานที่ท าในปัจจุบัน แบ่งเป็น 1. ความตื่นเต้น / น่าเบื่อ 2. ความสนุกสนาน / ความไม่สนุกสนาน 3. ความโล่ง / ความสลัว 4. ความท้าทาย / ไม่ท้าทาย 5. ความพอใจ / ไม่พอใจ ตัวแปรที่ 2 องค์ประกอบทางด้านค่าจ้าง ประกอบด้วย 1. ถือว่าเป็นรางวัล / ไม่เป็นรางวัล 2. มาก / น้อย 3. ยุติธรรม / ไม่ยุติธรรม 4. เป็นทางบวก / เป็นทางลบ ตัวแปรที่ 3 องค์ประกอบทางด้านการเลื่อนต าแน่ง 1. ยุติธรรม / ไม่ยุติธรรม 2. เชื่อถือได้ / เชื่อถือไม่ได้ 3. เป็นเชิงบวก / เป็นเชิงลบ 4. เป็นเหตุผล / ไม่เป็นเหตุผล ตัวแปรที่ 4 องค์ประกอบทางด้าน / ผู้บังคับบัญชา 1. อยู่ใกล้ / อยู่ไกล 2. ยุติธรรมแบบจริงใจ / ยุติธรรมแบบไม่จริงใจ 3. เป็นมิตร / ค่อนข้างไม่เป็นมิตร 4. เหมาะสมทางคุณสมบัติ / ไม่เหมาะสมทางคุณสมบัติ ตัวแปรที่ 5 องค์ประกอบทางด้านเพื่อนร่วมงาน 1. เป็นระเบียบเรียบร้อย / ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย 2. จงรักภัคดีต่อที่ท างาน / ไม่จงรักภักดีต่อที่ท างานและเพื่อนร่วมงาน 3. สนุกสนานร่าเริง / ดูไม่มีชีวิตชีวา 4. ดูน่าสนใจเอาจริงเอาจัง / ดูเหนื่อยหน่าย คอร์แมน (Korman ; อ้างถึงในปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, 2544 : 122) ได้จ าแนก ทฤษฎีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ทฤษฎีการสนองความต้องการ (need fulfillment theory) กลุ่มนี้ถือว่าความพึงพอใจ ในการปฏิบัติงานเกิดจากความต้องการส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์ต่อผลที่ได้รับจากงานกับการประสบ ความส าเร็จตามเป้าหมายส่วนบุคคล

Page 43
50 2. ทฤษฎีการอ้างอิง (reference-group theory) กลุ่มนี้ถือว่าความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับคุณลักษณะของงานตามความปรารถนาของกลุ่ม ซึ่งสมาชิกกลุ่ม ใช้เป็นแนวทางในการประเมินผลงานของตน เฮิร์ซเบิร์ก (อ้างถึงในนงลักษณ์ วานิช, 2545 : 30) ได้ท าการศึกษาค้นคว้าทฤษฏีที่เป็น มูลเหตุท าให้เกิดความพึงพอใจ เรียกว่า The Motivation Hygiene Theory ทฤษฏีนี้ ได้กล่าวถึง ปัจจัย ที่ท าให้เกิดความพึงพอใจในการท างาน 2 ปัจจัยคือ 1. ปัจจัยกระตุ้น (Motivation Factor) เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับงาน ซึ่งมีผลก่อให้เกิดความพึงพอใจ ในการท างาน 2. ปัจจัยค ้าจุน (Hygiene Factors) เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการท างาน และมีหน้าที่ ให้บุคคลเกิดความพึงพอใจในการท างาน ในการด าเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ความพึงพอใจเป็นสิ่งส าคัญที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียน ท างานที่ได้รับมอบหมายหรือต้องการปฏิบัติให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ ครูผู้สอน ซึ่งในสภาพ ปัจจุบันเป็นเพียงผู้อ านวยความสะดวกหรือให้ค าแนะน าปรึกษาจึงต้องค านึงถึงความพึงพอใจใน การเรียนรู้ การท าให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู้หรือการปฏิบัติงานมีแนวคิดพื้นฐาน ที่ต่างกัน 2 ลักษณะ คือ 1. ความพึงพอใจน าไปสู่การปฏิบัติงานการตอบสนองความต้องการผู้ปฏิบัติงานจนเกิด ความพึงพอใจ จะท าให้เกิดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการท างานที่สูงกว่าผู้ไม่ได้รับการตอบสนอง จากแนวคิดดังกล่าว ครูผู้สอนที่ต้องการให้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง บรรลุผลส าเร็จ จึงต้องค านึงถึงการจัดบรรยากาศและสถานการณ์รวมทั้งสื่อ - อุปกรณ์ การเรียนการสอนที่ เอื้ออ านวยต่อการเรียน เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของผู้เรียนให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการท า กิจกรรมจนบรรลุตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร 2. ผลของการปฏิบัติงานนาไปสู่ความพึงพอใจ ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจ และผลการปฏิบัติการปฏิบัติงานจะถูกเชื่อมโยงด้วยปัจจัยอื่น ๆ ผลการปฏิบัติที่ดีจะน าไปสู่ ผลตอบแทนที่เหมาะสมซึ่งในที่สุดจะน าไปสู่การตอบสนองความพึงพอใจ ผลการปฏิบัติงานเป็น ที่ยอมรับ และได้รับการตอบสนองในรูปของรางวัลหรือผลตอบแทน โดยการผ่านการรับรู้เกี่ยวกับ ความยุติธรรมของผลตอบแทน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ปริมาณของผลตอบแทนที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับ นั่นคือ ความพึงพอใจ ในการปฏิบัติงานจะถูกก าหนด โดยความแตกต่างระหว่างผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริง และการรับรู้เรื่องเกี่ยวกับความยุติธรรมของผลตอบแทนที่รับรู้แล้ว ความพึงพอใจย่อมเกิดขึ้น ไมเออร์ส (อ้างถึงในนงลักษณ์ วานิช, 2545 : 26 ) ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการจูงใจ ให้เกิดความพึงพอใจในงาน โดยเน้นเรื่องการวางเป้าหมายให้ได้ผล นั่นคือ 1. งานจะต้องมีความสัมพันธ์กับความปรารถนาส่วนตัว งานจึงจะมีความหมายส าหรับผู้ท า

Page 44
51 2. งานจะต้องมีการวางแผน และวัดความส าเร็จได้ด้วยระบบการท างานควบคุมที่มีประสิทธิภาพ 3. เพื่อให้ได้ในการสร้างสิ่งจูงใจภายใน เป้าหมายของงานจะต้องมีลักษณะดังนี้ 3.1 ผู้ท างานมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมาย 3.2 มีผลงานกลับมาให้ผู้รับท างานทราบโดยตรง 3.3 งานนั้นเป็นงานที่พึงปรารถนา 3.4 งานนั้นมีลักษณะท้าทาย 3.5 งานนั้นสามารถท าให้ส าเร็จได้ เฮิร์ซเบิร์ก (อ้างถึงในนงลักษณ์ วานิช, 2545 : 28) ได้ท าการศึกษาถึงองค์ประกอบ ของความพึงพอใจและความไม่พึงพอใจในการท างาน เขาได้ศึกษาถึงปัจจัยที่ท าให้เกิดความพึงพอใจ ในการท างานว่ามีอยู่ 2 ปัจจัยคือ ปัจจัยกระตุ้น (Motivation Factors) ซึ่งได้แก่ สิ่งที่ช่วยให้เกิด ความพึงพอใจและปัจจัยค ้าจุน (Hygiene Factors) ซึ่งได้แก่ สิ่งช่วยป้องกันมิให้เกิดความไม่พึงพอใจ ในการท างานเป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการท างาน และมีหน้าที่ให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ ในการท างานยิ่งขึ้นซึ่งปัจจัยทั้งสองอย่างจะช่วยสนับสนุนให้คนท างานมีความพึงพอใจในการท างาน ยิ่งขึ้นซึ่งเราเรียกปัจจัยทั้งสองนี้ว่า เป็นทฤษฏีองค์ประกอบคู่ (Two Factors Theory) ในการด าเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ความพึงพอใจเป็นสิ่งสาคัญที่จะกระตุ้นให้ผู้ที่เรียน ท างานที่ได้รับมอบหมาย หรือต้องการปฏิบัติให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ครูผู้สอน ซึ่งในสภาพ ปัจจุบันเป็นเพียงผู้อ านวยความสะดวกหรือให้ค าแนะน าปรึกษาจึงต้องค านึงถึง ความพึงพอใจใน การเรียนรู้ การท าให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจคาบเรียนรู้หรือการปฏิบัติงาน จึงควรปฏิบัติตาม แนวคิดดังกล่าว เช่น ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม กิจกรรมมีลักษณะท้าทายความสามารถ มีผลลัพธ์ตอบกลับจากการท ากิจกรรม และผู้เรียนสามารถท างานส าเร็จได้ต้องมีการควบคุมที่ดี สรุปได้ว่า จากแนวคิดพื้นฐานดังกล่าว เมื่อน ามาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผลตอบแทนภายในหรือรางวัลภายใน เป็นผลด้านความรู้สึกของผู้เรียนที่เกิดแก่ตัวผู้เรียนเอง การรู้สึกต่อความส าเร็จที่เกิดขึ้นเมื่อสามารถเอาชนะความยุ่งยากต่าง ๆ และสามารถด าเนินงานภายใต้ ความยุ่งยากทั้งหลายได้ส าเร็จ ท าให้เกิดความภูมิใจ ความมั่นใจ ตลอดจนได้รับ การยกย่อง จากบุคคลอื่นส่วนผลตอบแทนภายนอก การได้รับค ายกย่องชมเชยจากครูผู้สอน พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือแม้แต่การได้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงใจเป็นปัจจัยที่ส าคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อความส าเร็จของงานที่บรรลุเป้าหมาย ที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นผลจากการได้รับการตอบสนองต่อแรงจูงใจหรือความต้องการ ของแต่ละบุคคลในแนวทางที่ประสงค์ มีนักวิชาการศึกษากล่าวถึงความหมายของความพึงพอใจ ดังนี้

Page 45
52 สาโรจ ไสยสมบัติ (2534 : 15) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นปัจจัยส าคัญประการหนึ่ง ที่ช่วยให้งานประสบผลสาเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นงานเกี่ยวกับการให้บริการดังนั้น ผู้บริหารและ ปฏิบัติงานต้องด าเนินการให้ผู้มาใช้บริการเกิดความพึงพอใจด้วย มนตรี เฉียบแหลม (2536 : 7) ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่าความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกมีความสุขเมื่อเราได้รับผลสาเร็จตามจุดมุ่งหมาย (Goals) ความต้องการ (Want) หรือ แรงจูงใจ (Motivation) บุญมั่น ธนาศุภรัตน์ (2537 : 157-158) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่าผล ของเจตคติต่าง ๆ ของบุคคลที่มีต่อองค์ประกอบของงานและมีส่วนสัมพันธ์กับลักษณะงาน สภาพแวดล้อมในการท างาน ซึ่งความพึงพอใจนั้น ได้แก่ การรู้ว่ามีความสาเร็จในงาน รู้สึกว่าได้รับ การยกย่องและรู้สึกว่ามีโอกาสก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน ความพึงพอใจในงานเป็นความรู้สึกนิยม ชมชอบหรือปฏิกิริยาที่แสดงออกในทางความพอใจของผู้ท างานที่มีต่องานหรือกิจกรรมที่เขาท าตาม ความคิดในลักษณะนี้ความพึงพอใจเป็นเจตคตินั่นเอง แต่เป็นเจตคติต่องานโดยเฉพาะ วัลยา บุตรดี (2531 : 12) ได้กล่าวถึงสิ่งจูงใจที่ใช้เป็นเครื่องกระตุ้นเพื่อให้บุคคล เกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานดังนี้ 1. สิ่งจูงใจที่เป็นวัตถุ สิ่งเหล่านี้ (Material Inducement) ได้แก่ เงินทอง สิ่งของหรือ สภาวะทางกายที่มีให้แก่ผู้ปฏิบัติงานและสิ่งจูงใจที่ไม่ใช้วัตถุ (Personal Nonmaterial Opportunities) เกียรติภูมิ การใช้สิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่น 2. สภาพทางกายที่พึงปรารถนา (Desirble Physical Condition) หมายถึง การจัดสภาพแวดล้อมในการท างาน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ท าให้เกิดความสุขในการท างาน เช่น สิ่งอ านวย ความสะดวกในส านักงาน ความพร้อมของเครื่องมือ 3. ผลประโยชน์ทางอุดมคติ (Ideal Benfactions) หมายถึง การสนองความต้องการ ในด้านความภูมิใจที่ได้แสดงฝีมือ การแสดงความภักดีต่อองค์การของตน 4. ความดึงดูดในทางสังคม (Associationnal Attractivess) หมายถึง การมีความสัมพันธ์ของ บุคคลในหน่วยงานการอยู่ร่วมกันความมั่นคงของสังคม จะเป็นหลักประกันในการท างาน 5. การปรับทัศนคติและสภาพของงานให้เหมาะสม (Opportunity of Enlarged Participation) คือ เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการท างาน จะท าให้เขาเป็นผู้มีความส าคัญ ในหน่วยงาน จะท าให้บุคคลมีก าลังใจในการท างานมากขึ้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกนึกคิดหรือเจตคติ ความชอบหรือไม่ชอบ ที่มีต่อสิ่งเร้าในด้านต่าง ๆ ของบุคคลนั้น ๆ ความรู้สึกพึงพอใจเกิดขึ้น เมื่อบุคคลได้รับสิ่งที่ตน ต้องการหรือเป็นไปตามเป้าหมายที่ตนต้องการ

Page 46
53 3. การวัดความพึงพอใจ มีนักวิชาการศึกษากล่าวถึงการวัดความพึงพอใจ ดังนี้ ศจี อนันต์นพคุณ (2542 : 70 - 71) ได้กล่าวว่า การวัดความพึงพอใจว่าสามารถใช้วิธีการ ส ารวจเป็นเครื่องวัดก็ได้ ซึ่งวิธีการส าคัญมีอยู่ 4 วิธี คือ 1. การสังเกตการณ์ (observation) โดยให้ผู้บริหารสังเกตการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม ของผู้ปฏิบัติงาน จากการแสดงออก การฟังจากการพูด สังเกตจากการกระท า แล้วน าข้อมูล ที่ได้จากการสังเกตมาวิเคราะห์ 2. การสัมภาษณ์ (interviewing) เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจ โดยการสัมภาษณ์ จะต้อง เผชิญหน้ากันเป็นส่วนตัวหรือสนทนากันโดยตรงแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็นต่าง ๆ ด้วยวาจา 3. การออกแบบสอบถาม (questionnaires) เป็นวิธีที่นิยมกันมาก โดยให้ผู้ปฏิบัติงาน แสดงความคิดเห็น และความรู้สึกลงในแบบสอบถาม การสร้างค าถามต้องพิจารณาอย่างดี เพื่อที่จะ ตั้งค าถามให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ได้ทั้งหมด และลักษณะของค าถามจะต้องให้ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับความพึงพอใจสมบูรณ์ครบถ้วน 4. การเก็บบันทึก (recording keeping) เป็นการเก็บประวัติเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน ของผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนในเรื่องเกี่ยวกับผลงาน การร้องทุกข์ การขาดงานการลางาน การฝ่าฝืน ระเบียบวินัยและอื่น ๆ ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2543 : 66 - 122) ได้กล่าวว่า เครื่องมือที่จะน ามาเร้า ความรู้สึกของบุคคลที่นิยมน ามาใช้วัด ซึ่งมีความเป็นปรนัย สะดวกในการสร้าง และการน าไปใช้วัด และได้รับการนิยมก็คือ แบบสอบถาม ซึ่งสามารถสร้างได้ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ 1. การสร้างแบบเทอร์สโตน (Thurstone��s method) เป็นลักษณะที่มีข้อความให้อ่าน แล้วผู้ตอบแสดงความคิดเห็นว่า มีความคิดเห็นเชิงบวกกลางหรือมีความคิดเห็นเชิงลบโดยไม่มีตัวเลข 2. การสร้างแบบลิเกิต (Likert��s method) มีลักษณะเป็นข้อความที่แสดงความรู้สึก ซึ่งมีลักษณะทางบวก ทางลบหรือผสมกันก็ได้ โดยก าหนดค่าเป็นเชิงปริมาณในรูปของตัวเลข 3. การสร้างแบบออสกูด (Osgood��s method) มีลักษณะเป็นข้อความ โดยพิจารณา ร่วมกับค าตอบซึ่งเป็นค าคุณศัพท์ แล้วผู้ตอบพิจารณาว่าความรู้สึกของผู้ตอบโน้มเอียงไปทางใด ภณิดา ชัยปัญญา ประกาพันธ์ พลายจันทร์, 2546 : 6 อ้างถึงในภณิดา ชัยปัญญา, (2536 : 23) ได้กล่าวไว้ว่าการวัดความพึงพอใจนั้น สามารถท าได้หลายวิธีดังต่อไปนี้ 1. วิธีการใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม ถามเพื่อต้องการทราบความคิดเห็น ซึ่งสามารถกระท าได้ในลักษณะก าหนดค าตอบให้เลือกหรือตอบค าถามอิสระ ค าถามดังกล่าว อาจจะถามความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ

Page 47
54 2. วิธีการสัมภาษณ์ เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจทางตรง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการที่ดี จึงจะได้ข้อมูลที่เป็นจริง 3. วิธีการสังเกตเป็นวิธีการวัดความพึงพอใจ โดยอาศัยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคล เป้าหมาย ไม่ว่าจะแสดงออกจากการพูดจา กริยาท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระท าอย่างจริงจัง และสังเกต อย่างมีระเบียบแบบแผน ซึ่งการวัดความพึงพอใจ สามารถใช้เครื่องมือวัดได้หลายแบบ เช่น วิธีการสังเกต การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม เป็นต้น สรุปว่า การวัดความพึงพอใจ สามารถที่จะวัดได้โดยการแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก และเจตคติของบุคคลที่มีต่อตนเอง เพื่อนร่วมงานและองค์การ ผ่านลงยังเครื่องมือที่ใช้วัด 4. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน มีนักวิชาการศึกษากล่าวถึงการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ดังนี้ บุญชม ศรีสะอาด ( 2542 : 99) ได้กล่าวถึงการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ ของผู้เรียนลักษณะเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับมีเกณฑ์ การให้คะแนน ดังนี้ คะแนน 5 หมายถึง ความพึงพอใจ ระดับมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง ความพึงพอใจ ระดับมาก คะแนน 3 หมายถึง ความพึงพอใจ ระดับปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง ความพึงพอใจ ระดับน้อย คะแนน 1 หมายถึง ความพึงพอใจ ระดับน้อยที่สุด บุญชม ศรีสะอาด ( 2542 : 100) ก าหนดเกณฑ์ในการตัดสินความพึงพอใจของผู้เรียน ดังนี้ ค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.51 - 5.00 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ยระหว่าง 3.51 - 4.50 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ยระหว่าง 2.51 - 3.50 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจปานกลาง ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.51 - 2.50 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจน้อย ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.00 - 1.50 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด กาญจนา วัฒายุ (2548 : 157-161) ได้กล่าวถึงการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน เป็นการรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือที่เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นลักษณะเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) สอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ค่าคะแนนของระดับความพึงพอใจดังนี้ ระดับความพึงพอใจมากที่สุด ให้ค่าคะแนน 5 ระดับความพึงพอใจมาก ให้ค่าคะแนน 4 ระดับความพึงพอใจปานกลาง ให้ค่าคะแนน 3

Page 48
55 ระดับความพึงพอใจน้อย ให้ค่าคะแนน 2 ระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด ให้ค่าคะแนน 1 กาญจนา วัฒายุ (2548 : 166) ระดับความพึงพอใจเฉลี่ยของผู้ตอบใช้เกณฑ์ดังนี้ ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.00 - 1.49 หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.50 - 2.49 หมายถึง พึงพอใจน้อย ค่าเฉลี่ยระหว่าง 2.50 - 3.49 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง ค่าเฉลี่ยระหว่าง 3.50 - 4.49 หมายถึง พึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.50 - 5.00 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด สรุปได้ว่า การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนเป็นแบบสอบถามความพึงพอใจ ในการรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า สอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ค่าคะแนนของระดับความพึงพอใจ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ได้ศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างเอกสารประกอบการเรียน มีดังนี้ งานวิจัยในประเทศ บุปผาพร สุวรรณไตรย์ (2549 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้เอกสารประกอบ การเรียนการสอน เรื่อง การร้อยมาลัยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเหล่าป่าเป้ด สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามุกดาหาร พบว่า (1) เอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง การร้อยมาลัย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เท่ากับ 82.10/85.74 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ที่ตั้งไว้คือ 80/80 (2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (3) ความคิดเห็นของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง การร้อยมาลัย โดยส่วนรวมอยู่ในระดับพอใจมาก ที่สุดเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ทุกข้อมีค่าคะแนนเฉลี่ย ความคิดเห็นอยู่ในระดับพอใจมากที่สุด ณัชพล กาฬภักดี (2550 : บทคัดย่อ) รายงานการพัฒนาและผลการใช้เอกสาร ประกอบการเรียน วิชาการใช้โปรแกรมประมวลผลค า (ง40201) สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัย พบว่า เอกสารประกอบการเรียน วิชาการใช้โปรแกรมประมวลผลค า ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ่อกรุวิทยา ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.16/82.07

Page 49
56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ก าหนดไว้ 80/80 ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชาการใช้โปรแกรมประมวลผลค า ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ่อกรุวิทยา มีความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อเอกสารประกอบการเรียน วิชาการใช้โปรแกรมประมวลผลค า อยู่ในระดับมากที่สุด ประสพโชค บัววังโป่ง (2550 : บทคัดย่อ) ศึกษาการพัฒนาเอกสารประกอบการสอนงานช่าง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัย พบว่า เอกสารประกอบการสอน มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.13/83.07 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 นักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นและเมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจของนักเรียนหลังการเรียนโดยใช้ เอกสารประกอบการสอน พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด สุภาพร สิงห์ทอง (2550 : บทคัดย่อ) ศึกษาการสร้างเอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชางานเกษตร (ง 40141) เรื่องไม้ดอกไม้ประดับ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนท่าคันโทวิทยาคาร จังหวัดกาฬสินธุ์ ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพของเอกสาร ประกอบการเรียนรู้ วิชางานเกษตร (ง 40141) เรื่องไม้ดอกไม้ประดับสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.33/87.65 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80/80 แสดงว่า เอกสาร ประกอบการเรียนมีประสิทธิภาพ สามารถน าไปใช้ได้ 2) ประสิทธิภาพของผลการสอน จากการใช้ เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชางานเกษตร (ง 40141) เรื่องไม้ดอกไม้ประดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่า 13.36 อยู่ในระดับดี 3) ค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชางานเกษตร 37 (ง 40141) เรื่อง ไม้ดอกไม้ประดับ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่า เท่ากับ 0.70 ซึ่งแสดงว่า เอกสารประกอบการเรียนรู้ช่วยท าให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 70.00 4) ความคิดเห็น ของ นักเรียน ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่องไม้ดอกไม้ประดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.37 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.62 หรือค่าเฉลี่ยร้อยละ 87.40 แสดงว่า นักเรียนเห็นด้วยกับการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้เรื่อง ไม้ดอกไม้ประดับ งานวิจัยต่างประเทศ ลอเรย์ (Lawrey. 2001 : 187 - A) ได้ศึกษาผลการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ของนักเรียน ในระดับ 1 - 3 จ านวน 87 คน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการเรียนโดยใช้เอกสาร ประกอบการเรียน มีคะแนนการทดสอบหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนมากกว่าคะแนนก่อนเรียน

Page 50
57 ได้คะแนนเฉลี่ยถึงร้อยละ 89.50 นั้นคือ เอกสารประกอบการเรียนนี้จึงเป็นเครื่องช่วยให้เกิด การเรียนรู้เพิ่มขึ้น จากการศึกษางานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนข้างต้น สรุปได้ว่า เอกสารประกอบการเรียนเป็นสื่อการเรียนที่ช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ดังนั้นผู้รายงานจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาและใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชางานประดิษฐ์ ง30223 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนบ่อกรุวิทยา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนักเรียนให้สูงขึ้น
Search more related documents:บทที่ 2
Download Document:บทที่ 2

Set Home | Add to Favorites

All Rights Reserved Powered by Free Document Search and Download

Copyright © 2011
This site does not host pdf,doc,ppt,xls,rtf,txt files all document are the property of their respective owners. complaint#nuokui.com
TOP